สมทบทุนค่า server เพื่อความอยู่รอดของ tidso.com -> ธนาคารกรุงไทย ออมทรัพย์ สาขาย่อยการไฟฟ้านครหลวงเพลินจิต - สมเจตน์ พิมพ์ทอง เลขที่ 092-1-11650-0
| หน้ารวมกระทู้ | ดูรายชื่อสมาชิก | สมัครสมาชิก | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล |

- ตั้งกระทู้ใหม่ -

ดื่ม "ฉี่" รักษาโรคได้

ประเด็น hot ครับ... คิดอย่างไรกับข่าวที่ว่า ดื่ม "ฉี่" รักษาโรคได้

โดย : รัตติกาล    
(203.144.203.238)
เมื่อ : 12/03/2003 12:35 PM

 
 
ความคิดเห็นที่: 1

ฉี่...ใครคิดว่าไม่สำคัญ คำยืนยันจากนักดื่มปัสสาวะ
โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง
ที่มา : นสพ. มติชน



เป็นข่าวฮือฮาและโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อชาวบ้านร้านถิ่นในมณฑลเจ๋อเจียงทางตะวันออกของประเทศจีน พิสมัยรายการอาหารสูตรเด็ดน้ำปัสสาวะเด็กชายผสมกับไข่ ถือเป็นยาบำรุงกำลังชั้นเลิศ ถึงขั้นต้องไปรอฉี่สดๆ จากนักเรียนชายที่โรงเรียน...ข่าวนี้ทำเอาบรรดาคนขี้รังเกียจทั้งหลายเกิดอาการพะอืดพะอมอยากจะอาเจียนเป็นแถวๆ ขณะที่พวกมีประสบการณ์ตรงกับการดื่มฉี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ตื่นเต้นตกใจอะไร กลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เพราะตั้งแต่โบร่ำโบราณคนไทยก็ใช้ประโยชน์จากฉี่ ที่สำคัญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์ก็ทรงบัญญัติให้ศิษย์ตถาคตดื่ม "ปูติมุตตเภสัช" คือยาจากน้ำมูตร(ปัสสาวะ)เน่า หรือฉันยาดองด้วยน้ำ "ปัสสาวะ" อันเป็น 1 ในหลักปฏิบัตินิสสัย 4

หากใครเคยอ่านเรื่องราวของ "หลวงพ่อชา สุภัทโท" พระสายป่าชื่อดัง จะรู้ว่าท่านเคยฉันน้ำมูตรเมื่อยามธุดงค์ไปในถิ่นทุรกันดาร ไม่มีน้ำฉันน้ำใช้ ท่านพุทธทาสภิกขุก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่มีประสบการณ์ฉันน้ำมูตร แต่พระเหล่านี้ไม่มีโฆษณาหรือบอกกล่าวให้เอิกเกริก

อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย "นายโมราจิ เดซาย" ก็เคยดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาโรค

อย่างที่รับรู้กันการดื่มน้ำปัสสาวะมีมาแต่โบราณกาล "พระดุษฎี เมธังกุโร" ลูกศิษย์ท่านพุทธทาส เจ้าอาวาสวัดทุ่งไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งแม้จะไม่ได้ฉันน้ำมูตร แต่ก็มีญาติโยมที่ดื่มน้ำปัสสาวะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังมากมาย อย่างที่ท่านบอก "การดื่มน้ำปัสสาวะตนเองของญาติโยมและพระ อาตมามองว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการเอาชนะใจตนเอง ละความรังเกียจและมองผ่านอุปสรรคได้ เป็นการควบคุมพฤติกรรมการกินของตนด้วย เพราะถ้ากินสารพิษหรืออาหารรสจัดเข้าไปก็มีผลต่อปัสสาวะที่จะดื่ม ซึ่งจะมีรสขมขื่นและรสเปรี้ยว ทั้งนี้ จะต้องมีศีลและบำเพ็ญภาวนาด้วยจึงจะได้ผล ไม่ใช่จะดื่มก็ดื่มเลย ต้องมีความระมัดระวังรักษาศีลรักษาใจ และควบคุมพฤติกรรมการกิน"

จากคำบอกเล่าของผู้ที่เคยดื่มน้ำปัสสาวะ ต่างยืนยันว่า การดื่มน้ำปัสสาวะสามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง แม้ในส่วนของแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ไทยจะไม่ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้เชื่อกันว่าน้ำปัสสาวะเป็นของดีมีประโยชน์ถ้ารู้จักใช้รู้จักกิน

พระดุษฎีเล่าว่า "ในน้ำปัสสาวะคงจะมีภูมิคุ้มกัน และมีประโยชน์ เพราะญาติโยมบางคนเมื่อทดลองดื่มไป 2 เดือนก็สามารถแก้ปวดเมื่อยหลังและเอวได้ และยังเกิดผลพลอยได้ช่วยให้ผมดกดำนุ่มสลวยด้วย การจะดื่มน้ำปัสสาวะนั้นต้องมีวิธีการดื่ม คือ ต้องดื่มตอนเช้าหรือตอนตื่นนอนครั้งแรก โดยดื่มในช่วงกลางของปัสสาวะ นอกจากนี้ โยมผู้หญิงบางคนเป็นหวัด รักษาหมอนานถึง 2 สัปดาห์ก็ยังไม่หาย เมื่อเห็นลูกสาวดื่มปัสสาวะรักษาอาการปวดเมื่อย จึงไปดื่มบ้างก็หาย ไม่ต้องกินยาอะไรอีกเลย และยังได้ให้ลูกสาวอีกคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ดื่มน้ำปัสสาวะบ้าง ก็หายเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกมาก

บางคนก็นำปัสสาวะไปผสมกับขมิ้นกับน้ำมะขามเปียกพอกหน้าก็ทำให้หน้าใสดี แต่อาตมาคิดว่าตัวขมิ้นกับมะขามเปียกก็เป็นสมุนไพรที่ดีอยู่แล้ว

ผลดีอย่างหนึ่งของการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคคือ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองให้ใคร ไม่ต้องไปกินยาฝรั่ง ถ้าไม่ได้ผลก็สามารถเลิกได้ ที่สำคัญพระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้พระภิกษุฉันน้ำมูตรได้ เพื่อใช้รักษาโรค ซึ่งถ้ามองในแง่เชื่อมโยงกับหลักธรรม การดื่มน้ำปัสสาวะดังกล่าวไม่ใช่ยาวิเศษอะไร

การดื่มปัสสาวะต้องดื่มทันทีเพราะไม่เช่นนั้นอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปปลอมปน แต่บางคนก็เอาน้ำปัสสาวะไปแช่เย็น บางคนอยากทดลองแบบอื่นๆ อาตมาก็เห็นว่าดี เพราะเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี อยากจะท้าหมอเหมือนกันว่าที่ว่าไม่ดี เป็นพิษนั้นมีผลทดลองอะไรหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายจึงไม่ควรจะห้าม เพราะเป็นเรื่องคุณค่าทางจิตใจ แต่บางคนไปกล่าวอ้างว่าปัสสาวะรักษาได้ทุกโรค อย่างเช่นโรคเอดส์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้คนหลงเชื่อมากเกินไป

ในสมัยโบราณคนไทยเราใช้น้ำปัสสาวะอยู่แล้ว เช่น ถ้าเด็กคนไหนผมบางก็จะเอาน้ำปัสสาวะของเด็กคนนั้นทาหัว ผมก็จะดกดำ หรือคนแก่บางคนตาฝ้าฟางก็จะนำปัสสาวะของเด็กเล็กมาทาตา เพราะปัสสาวะของเด็กเล็กดีเนื่องจากกินนมแม่

ชาวบ้านใช้ปัสสาวะรักษาโรคมานานแล้ว ซึ่งก็ได้ผลเพราะชาวบ้านอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มีปัญหาเรื่องสารพิษ โดยเฉพาะพวกที่รักษาศีลและกินมังสวิรัติ พวกนี้ปัสสาวะจะไม่มีสารตกค้างใดๆ ที่จะทำให้มีกลิ่นหรือรสชาติขื่นๆ เปรี้ยวๆ ส่วนการนำน้ำปัสสาวะไปผสมกับสิ่งอื่นๆ ด้วยนั้น อาตมาคิดว่าน่าจะสู้ของแท้ๆ จากธรรมชาติไม่ได้"


อีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนการดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาโรค คือ "น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล" ท่านว่า การแพทย์แผนจีนนำเอาฉี่เด็กทารกมาใช้เป็นยาอายุวัฒนะนานแล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณ หรือเวลาที่เด็กโตคนไหนผอมแห้งแรงน้อย กินข้าวไม่ได้ เบื่ออาหาร ก็เอาฉี่เด็กเล็กๆ มาให้กิน หรือเอาฉี่ของคนน้องที่อายุไม่ครบขวบมาให้กิน ปัจจุบันก็มีการเอาฉี่ผสมกับอะไรอื่นๆ อีกเป็นเมนูแปลกๆ ซึ่งคิดว่าไม่มีอันตรายอะไร การดื่มน้ำปัสสาวะปฏิบัติกันมาทุกชาติ แต่เป็นการดื่มของตนเอง ยกเว้นของจีนเท่านั้น ชนชาติอินเดียก็นิยมดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ส่วนการแพทย์แผนไทยใช้น้ำปัสสาวะเป็นยากระสาย ใช้ดองเภสัชสมุนไพรได้หลายชนิด โดยที่น้ำปัสสาวะที่ดื่มกลับเข้าไปจะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารต้านพิษขึ้นมาเหมือนการฉีดวัคซีน หรือพิษต้านพิษ

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำปัสสาวะใช่ว่าจะดื่มกันได้ทุกคนและรักษาทุกโรคได้อย่างที่บางคนเข้าใจ กระทรวงสาธารณสุขเองก็เคยออกมาเตือนแล้วเตือนอีก เพราะอาจได้รับโรคติดเชื้อที่ปะปนมาจากปัสสาวะได้ เช่น โรคโกโนเรียหรือหนองใน โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น หากคนที่เป็นโรคดังกล่าวดื่มเข้าไปอาจเกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัสสาวะนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ถ้านำไปผสมกับสมุนไพรก็จะยิ่งอันตรายเพิ่มมากขึ้น เพราะสารแต่ละชนิดอาจทำปฏิกิริยากันได้

พระอาจารย์ ดร.สิงห์ทน นราสโภ พระธรรมทูตที่กำลังปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีประสบการณ์ตรง โดยเล่าว่า เดิมเป็นฆราวาส เป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาและศาสนาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อล้มป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงลาออกมาอุปสมบท และได้ปฏิบัตินิสสัย 4 และฝึกจิต เพื่อรับพลังธรรมชาติ ผลปรากฏว่าหายจากโรค มีชีวิตถึงปัจจุบัน จึงได้ออกเทศนาธรรมและสอนให้ผู้คนปฏิบัตินิสสัย 4 มาจนถึงทุกวันนี้

พระรูปนี้ได้แนะนำการดื่มน้ำปัสสาวะว่า "ก่อนนอน ให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองสักครึ่งแก้ว เมื่อเข้านอนไปแล้วในระหว่างนั้นน้ำปัสสาวะจะเข้าไปหมักอยู่ในตัวเรา เมื่อกลางดึกหรือใกล้สว่างเวลาลุกขึ้นมาปัสสาวะก็ให้เก็บดื่มอีกครั้ง การดื่มเที่ยวสองนี้มีความสำคัญมาก มีบทบาทในการรักษาโรค เพราะได้ดื่มเข้าไปหมักในร่างกายหลายชั่วโมง เหมือนเอาพิษที่เราถ่ายออกตั้งแรกส่งกลับเข้าไปหมัก กระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารพิษออกมา สารต้านพิษเมื่อขับออกมาตอนใกล้รุ่ง เราดื่มเข้าไปอีกครั้งหนึ่งก็คือตัวที่เข้าไปรักษาโรค"

นายกิตติกูล เสาร์มณี เจ้าของร้านกิตติกูล ซึ่งเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ และเคยได้เข้ารับการผ่าตัดในปี พ.ศ.2537 แต่ไม่หายกลับลามมาที่ช่องท้อง จึงได้ทดลองดื่มน้ำปัสสาวะมาจนถึงปัจจุบัน เขาเล่าว่า "ยังมีโรคประจำตัวอื่นคือ ไซนัสอักเสบ ซึ่งเมื่อก่อนต้องพ่นยาเป็นประจำ ใช้นานจนกระทั่งเส้นเลือดฝอยแตกเป็นประจำ เลือดกำเดาจึงไหลออกบ่อยๆ จึงได้ทดลองใช้น้ำปัสสาวะในการรักษาโดยสูดเข้าไว้ในโพรงจมูกสักพักเดียว แล้วปล่อยออกมา ปรากฏว่า เลือดกำเดาหยุดไหลและอาการไซนัสอักเสบดีขึ้น จึงได้นำวิธีการนี้ไปแนะนำเพื่อนๆ หลายคนที่เป็นไซนัสอักเสบทดลอง และก็ได้ผลน่าที่พอใจ"


ที่ผ่านมาวงการแพทย์ต่างประเทศศึกษาเรื่องฉี่กันมาก เห็นได้จาก World Conference on Urine Therapy ที่จัดกันมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกจัดขึ้นที่ประเทศอินเดีย ล่าสุดจัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีเมื่อปี 1999 และจะมีการประชุมระดับโลกอีกครั้งในวันที่ 1-4 พฤษภาคมนี้ ที่ประเทศบราซิล

นอกจากนี้ งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียยังระบุว่า เมื่อดื่มปัสสาวะจะทำให้มีสมาธิ จิตใจสดชื่น อารมณ์ดีขึ้น เพราะในปัสสาวะมีฮอร์โมนชื่อ "เมลาโนธิน" ซึ่งพบในปัสสาวะตอนเช้า และมีเอ็นไซม์ ยูโรไคเนส ที่ช่วยให้เลือดไม่แข็งตัว ในกรณีคนเป็นโรคหัวใจ

ในงานวิจัยดังกล่าวพบว่าปัสสาวะแต่ละคนมีผลต่อการทำงานในร่างกายของเจ้าของเอง โดยจะทำหน้าที่เป็นวัคซีนธรรมชาติเป็นตัวต่อต้านแบคทีเรียและไวรัส ต่อต้านสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดความสมดุลกับฮอร์โมน และช่วยเรื่องภูมิแพ้ ไข้หวัด โรคกระเพาะ หอบหืด แม้กระทั่งโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ เป็นต้น

น.พ.ธรรมาธิกรี รัฐมหาราษฎร์ จากประเทศอินเดีย ยังได้ทดลองให้ผู้ป่วยจำนวน 200 คน ดื่มน้ำปัสสาวะของตน และติดตามผลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด ได้ข้อสรุปคือ 1.เมื่อดื่มน้ำปัสสาวะ เชลล์ร่างกายจะสามารถรับออกชิเจนได้มากขึ้น และอัตราเผาผลาญในร่างกายจะสูงขึ้น 2.ช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในผู้ป่วยทุกราย และปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดก็สูงขึ้นด้วย ช่วยให้เกิดการบำบัดโรคและอาการเจ็บป่วยได้หลายกรณี ด้วยกลไกของเอ็นไซม์ ฮอร์โมน และเกลือแร่ทั้งช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้นอีกด้วย

เหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงคุณประโยชน์สารพัดของปัสสาวะ แต่ใช่ทุกคนที่ดื่มฉี่แล้วโรคทุกโรคจะหายขาด เพราะในร่างกายและในฉี่ของแต่ละคนยังมีตัวแปรและมีองค์ประกอบอื่นอีกมากมาย ฉะนั้นทั้งหมดนี้ย่อมไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะเชื้อเชิญให้หันมาดื่มปัสสาวะกัน เป็นเพียงการส่งผ่านบางแง่บางมุมของฉี่ที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง หรือไม่รู้มาก่อน


สารดีมีประโยชน์ใน "ฉี่"
น.พ.บรรจบ ซึ่งศึกษาเรื่องดื่มน้ำปัสสาวะมานาน ระบุว่า ในคนปกติปัสสาวะจะมีสีเหลืองอ่อนๆ จนถึงขาวใส ถ้าปริมาณปัสสาวะน้อยจะข้นและมีสารในนั้นมากกว่าปัสสาวะใส ส่วนผู้ที่เป็นโรคดีซ่านปัสสาวะจะมีสีเหลืองขมิ้นถึงสีน้ำตาล และคนที่เป็นโรคไต หรือโรคทางเดินปัสสาวะจะขุ่นหรือเป็นสีแดง มีเลือดปนออกมาด้วย

ส่วนรสของปัสสาวะของคนปกติจะเป็นรสเค็มๆ ถ้าปัสสาวะเข้มมากอาจมีรสขมนิดๆ ซึ่งสิ่งที่กินเข้าไปก็มีผลต่อสีและรสของปัสสาวะด้วย

ดร.ฟารอน นักชีวเคมีได้วิจัยสารต่างๆ ของปัสสาวะ 95% เป็นน้ำ 2.5% เป็น Urea 2.5% เป็นสารอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่าก็คือ มีสารอื่นๆ ในปัสสาวะ ได้แก่ เอ็นไซม์ : Amylase (diastase), Lactic dyhydrogenate (LDH), Leucine amino-peptdase (LAP) และ Urokinase มีฮอร์โมน : Catecholamines, 17-Catosteroids, Hydroxy steroids, Erythropoietine, Adenylate cyclase, Prostaglandin, ฮอร์โมนเพศและอินซูลิน เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีผลที่ดีต่อสุขภาพหลายประการ เช่น Urokinase เป็นสารละลายในลิ่มเลือด รักษาเส้นเลือดอุดตัน โรคเลือดจาง

ฮอร์โมนเพศ และ Insulin : เป็นฮอร์โมนประเภทเสริมสร้าง (anabolic hormones) ช่วงสร้างความกระชุ่มกระชวย ผิวพรรณดี ลดรอยย่น และความหย่อนยาน สร้างสุขภาพจิตที่ดี ลดคอเลสเตอรอลในเลือดป้องกันกระดูกผุ ซึ่งคนที่เป็นน้อยๆ อาจนำมาด้วยอาการปวดตามเนื้อตามตัว คนที่เป็นเบาหวานยังได้อินซูลินเข้าไปเสริมจากน้ำปัสสาวะด้วย และช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย

Melatonin : พบในปัสสาวะตอนเช้า สารนี้ช่วยให้จิตใจสงบ ลดความกระวนกระวาย หลับสบาย

Urea : เป็นสารขับปัสสาวะ เป็นสารต้านอักเสบ ต้านไวรัส และแบคทีเรีย ผิวหนังอ่อนเยาว์ ช่วยจัดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีในทางเดินอาหาร ของผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารอีกด้วย

Uric acid สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง

โดย : รัตติกาล  
(203.144.203.238)
เมื่อ : 12/03/2003 12:46 PM


ความคิดเห็นที่: 2

เคยได้ยินมาตั้งนานแล้วล่ะ เพราะบิดาข้าน้อยเป็นโรคเบาหวาน เคยได้ยินคนเก่าๆแก่ๆ บอกเหมือนกันว่าให้กิน"ฉี่"ตัวเองนี่แหละรักษาเบาหวานได้ (ทั้งที่จริงเบาหวานเป็นโรคที่ทางการแพทย์แผนใหม่บอกว่ายังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ต้องดูแลตัวเองและควบคุณระดับน้ำตาลในเลือด) ประมาณว่าหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ต้องกินตอนสดๆใหม่ๆด้วยนะ ...แค่คิดก็..หืมมม.. แต่บิดาข้าน้อยก็ไม่กินหรอกค่ะ เพราะตอนนั้นมันเป็นแค่คำแนะนำปากต่อปาก ยังไม่เคยเห็นใครกินแล้วหาย .... ส่วนถ้าถามว่าคิดยังไง ก็คิดว่าแปลกดี ถ้าเป็นยาได้จริงๆก็ดีมากๆเลย แต่สงสัยว่าอะไรไปดลใจให้คนที่เป็นคนแรกที่นึกกินฉี่ตัวเองน่ะค่ะ

โดย : กิม  
(203.170.136.53)
เมื่อ : 13/03/2003 03:48 AM


ความคิดเห็นที่: 3

มีการการตรวจสอบจากแพทย์อย่างจริงจังหรือยังคะ ว่า "ฉี่" สามารถรักษาโรคได้จริง อย่างไรก็ควรมีการตรวจสอบกันอย่างจริงจังซักที เพราะว่าที่ผ่านมาอาจจะป็นเรื่องของความบังเอิญ หรือเป็นเฉพาะรายเท่านั้น ถ้าหากมีการพิสูจน์ยืนยันจากแพทย์แล้วไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรก็ย่อมที่จะเกิดผลดีทั้งสองด้าน คือ ถ้าพบว่าสามารถรักษาได้จริงจะทำให้มีวิธีรักษาโรคอีกทาง อาจนำมาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ๆทีสามารถประยุคใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต แต่ถ้าพบว่าไม่สามรถที่จะรักษาได้ก็จะได้อยุดดื่มกันเสียที เพราะถึงแม้วันนี้ไม่เกิดผลอะไร วันหน้าก็อาจเกิดผลตามมาก็ได้

โดย : นัท  Mail to นัท
(202.28.21.3)
เมื่อ : 13/03/2003 03:55 PM


ความคิดเห็นที่: 4

เมื่อ ..... ต้นเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมานี้ ไปฟังบรรยาย ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โชคดีได้เข้าไปฟังหลวงพ่อสิงหน บรรยายเรื่องการรักษามะเร็ง ด้วยการกินยาดองของพระพุทธเจ้า ก็คือการกินฉี่ของตัวเอง ทำให้มะเร็งตายได้ !!!

หลายคนที่หมอบอกว่า จะตายแน่นอน จะอยู่ได้ไม่นาน ก็หายได้และอายุยืนนานจนทุกวันนี้

วิธีกิน ..... ต้องฉี่ออกมาแล้วดื่มทันที คือ เช้า 1/2 แก้ว ก่อนนอนอีก 1/2 แก้ว

ถ้า ..... อยากหน้าสวย และอ่อนวัย ก็ให้เอาฉี่ของตัวเอง ทาหน้าวันละ 5 นาที แล้วล้างออก

ถ้า ..... เป็นต้อที่ตา ก็เอาฉี่ทาเปลือกตาให้ค่อยซึมๆลงไป เค้าบอกว่าจะแสบตาหน่อย ตอก็จะหายได้

ใครจะเชื่อหรือไม่ ..... แล้วแต่ท่าน แต่ถ้าหมอบอกเราว่า เราไม่มีทางรักษาแล้ว เราก็จะลองดู เพราะไม่มีอะไรเสียหาย เผื่อโชคดีอายุยืนนานก็ดี มิใช่หรือ ... ? : )

ถ้า ..... จะดื่มฉี่ตัวเองจริงๆ ควรดื่มน้ำเปล่ามากๆ ฉี่จะใสๆ ดูเหมือนน้ำเปล่า คงจะดื่มง่ายนะ

แต่ทางที่ดี ตาลว่า ..... รู้จักดูแลตัวเอง ในเรื่องการกิน และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอดีกว่านะคะ จะได้ไม่ต้องลำบากมารักษาตัวอีก

โชคดีทุกๆคนนะคะ

โดย : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล
(203.107.145.177)
เมื่อ : 14/03/2003 06:46 PM


ความคิดเห็นที่: 5

ไม่เชื่อ

โดย : soon  
(203.107.210.225)
เมื่อ : 25/03/2003 10:25 PM


ความคิดเห็นที่: 6

แถวบ้านเราก็เคยมีนะ คนกินฉี่

โดย : PT  
(203.121.172.31)
เมื่อ : 23/04/2004 10:57 AM


ความคิดเห็นที่: 7

ไอ้เรื่องฉี่นี่นะต้องถามนายแพทย์ทางเลือก
หรือหาหนังสือมาอื่นดูดีดี ของนายแพทย์บรรจบน่าจะใช่
เพราว่าคนที่มีโรคเกี่ยวกับหนองๆอะไรนี่ก็นะ...

โดย : ยายเพลง  
(202.57.171.20)
เมื่อ : 1/05/2004 11:38 PM


ความคิดเห็นที่: 8

เรื่องฉี่นี่ไม่ได้มีในสมัยนี้นะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลโน่นแล้ว

โดย : ยายเพลง  
(202.57.171.20)
เมื่อ : 1/05/2004 11:40 PM


ความคิดเห็นที่: 9


ในวงการแพทย์
ไม่มีการรับรองเป็นทางการ
ก็อย่าเพิ่งกินหรือดื่มเลยครับ

ของเหลวอื่นๆมีตั้งมากมายที่มีประโยชน์
หากินหรือดื่มกันเถอะครับ

โดย : กสิน  Mail to กสิน
(203.144.133.59)
เมื่อ : 11/06/2004 02:17 PM


ความคิดเห็นที่: 10

เราเชื่อว่าฉี่กินได้ และรักษาโรคได้หลายๆ โรค เราเชื่อภูมิปัญญาคนโบราณ
และโดยเฉพาะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ให้ใช้น้้ำมูตรได้ คนโบราณท่านเรียกว่า
ยาพระพุทธเจ้า เราก็เคยกินฉี่ตัวเอง อยากหายจากโรคลำไส้ หรือโรคปวดหัว แต่
ไม่มีความพยายามพอที่จะกินทุกวัน กินแค่ วันสองวันเอง มันขี้เกียจ แต่ก็เชื่อว่าถ้า
กินต่อเนื่อง โรคต่างๆ จะหายแน่ พ่อเราเป็นเบาหวานก็กินฉีี่ตัวเอง คนที่กินเท่านั้น
ที่จะรู้ว่ากินแล้วดีจริงๆ เอาเป็นว่าถ้าใครหมดหนทางก็ลองดูก็ได้นะ ไม่เสียตังค์
แล้วคนที่กินฉี่ตัวเองแล้วได้ผลดี เขาก็ไม่กล้าบอกใครๆ หรอก มันน่าอาย เพราะ
ยังมีคนไม่เชื่อแล้วแถมเยาะหยันเอาอีกตะหาก ว่ามั๊่ยล่ะ?

โดย : เชื่อหมดใจ  
(61.91.131.153)
เมื่อ : 14/07/2005 04:10 PM


ความคิดเห็นที่: 11

เป็นโรคไตกินได้มั้ย ไตยังไม่วายแต่ทำงานไม่100%น่ะ

โดย : arn  Mail to arn
(203.156.61.151)
เมื่อ : 9/09/2005 08:28 PM


ความคิดเห็นที่: 12

การดื่มฉี่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านหรือเปล่าค่ะ

โดย : ดีดี  
(61.19.44.45)
เมื่อ : 27/03/2006 04:18 PM


ความคิดเห็นที่: 13

พระธุดงท่านใช้ปัสสวะของท่านเองผสมกับยา หรือสมุนไพรเท่าที่หาได้มาใช้ประทังอาการ
ของความป่วยไข้ในยามขัดสนไกลผู้คนมาถวาย

เพื่อนพ่อเคยไม่สบายหาหมอก็ปรกติ แต่ภายนอกดูไม่ปรกติ ซูบ ผมร่วงไร้สาเหตุ
พอแกเจอหนังสือเกี่ยวกับดื่มปัสสวะตัวเองก็ลองทำดูสักระยะกลับมาเป็นปรกติแบบเห็นได้
ชัด ผมเห็นแล้วทั้งอาการก่อนและหลัง แกเชื่อเรื่องนี้มากๆ คนอื่นว่าแกตลก


ในหนังสือเขียนประมาณว่ามันคือการใช้พิษต้านพิษ...ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ

รสชาติ----เหมือนชา ผมว่าหอมด้วยซ้ำดื่มครั้งแรกก็จินตนาการร้อยแปดเรื่องสกปรก รสชาติ

ครั้งหนึ่งผมแทบถุยทิ้งแทบไม่ทันมันไม่เหมือนทุกที รสชาติเค็มรุนแรงมากๆ ฉุน
อมอยู่ตั้งนานตัดสินใจลังเล กลืนไม่กลืนๆๆๆๆ อย่างนี้ไม่ดีแน่ๆทิ่งไปเลย

ก็ตกใจ เอ๊ ร่างกายเราเป็นอะไร นึกๆก็อ๋อ เมื่อวานนี้เราออกกำลังกายหนัก ไตจึงขับของเสียมากกว่าปรกติ จากนั้นมาเตรียมน้ำไปเลย 3ลิตร ค่อยๆจิบตอนพักแล้วสังเกตุ ความเข้มของปัสสวะตอนเช้าวันรุ่งขึ้นว่าเข้มไปมั้ย

ใช้วิจรณญาณด้วยครับป๋ม







โดย : ต้นศรี  Mail to ต้นศรี
(58.8.63.5)
เมื่อ : 19/12/2006 05:59 PM


ความคิดเห็นที่: 14

Text Blue

สวัสดีจ้ะ เชิญส่ง SMS ฟรีที่
http://www.khum.net/r?sook_happy

โดย : A  
(203.155.98.130)
เมื่อ : 20/12/2006 11:55 AM


ความคิดเห็นที่: 15

โดย : หนิง  
(58.10.74.147)
เมื่อ : 17/01/2007 12:18 PM


ความคิดเห็นที่: 16

กินได้แน่นอน..แต่ไม่สมควรกินอย่างยิ่ง...ปัสสาวะ คือของเสียที่ร่างกายขับออกมา นั่นแสดงว่าฉี่ เป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ แล้วจะไปรับเอาของเสียเข้าสู่ร่างกายเราอีกทำไม..ยุคนี้เขาเจริญแล้ว..ความโง่เง่าอาจตกเป็นเหยื่อพวก 18 มงกุฎได้นะ
...เดินผ่านส้วมนักเรียนยังเหม็นแทบอ้วก...ถูกกางเกงนิดเดียวยังเหม็นเลย ...เฮ้อ โสเรื่องใหม่ โสเรื่องใหม่.. ทำยังไงไทยจะสงบซักที..ทำยังไงโจรใต้จะไม่เผาโรงเรียน..ทำยังไงระเบิดจึงจะระเบิดใส่ตัวมัน..พุ้น

โดย : ครูแอ้นอุดร  Mail to ครูแอ้นอุดร
(203.113.61.103)
เมื่อ : 20/02/2007 11:19 PM


ความคิดเห็นที่: 17

เออ...หรือว่ามันจะรักษาโรคเอดส์ได้...ลองกินดูหน่อยนะ ถ้าหายบอกด้วยล่ะ แถวอุดรก็เยอะนะเอดส์ เพราะหมอก็หมดหนทางรักษาได้ เผื่อหาย จะได้จดสิทธิบัตร..ไม่แน่นะอาจรวยทันตาเห็น

โดย : ครูแอ้นอุดร  Mail to ครูแอ้นอุดร
(203.113.61.103)
เมื่อ : 20/02/2007 11:26 PM


ความคิดเห็นที่: 18

ผมพอรู้ข้อมูลเรื่องนี้อยู่บ้างและเคยใช้รักษา ไข้หวัดใหญ่ได้ผลครับ

โดย : Tistak  Mail to Tistak
(125.26.196.92)
เมื่อ : 22/06/2007 02:20 PM


ความคิดเห็นที่: 19

กินได้ทาได้เปงสิวที่หน้ายังหายเลย ตังก้อมั่ยได้จาหลอกทามมัย

โดย : adsu  Mail to adsu
(118.172.242.39)
เมื่อ : 6/06/2008 08:50 PM


ความคิดเห็นที่: 20

ลองอยู่ครับ2เดือนแล้ว ดื่มวันละ1ครั้งเช้า โรคภูมิแพ้ดีขึ้นชัดเจนครับ ตอนแรกก็แปลก หลังมาชิน แพ้หลายอย่างมากเช่น นำส้มสายชูของเปรี้ยวเกือบทุกอย่าง กาแฟ เมื่อก่อนกินแล้ววูบเลย เดี่ยวนี้มีอาการบ้างแค่10% ดีขึ้นชัดเจนครับ หลักการ พิษต้านพิษนั่นแหละครับ แพ้อะไรกินไอ้นั่นทีละนิด แล้วตอนเช้าดื่มฉี่สัก1/3แก้วพอ สังเกตุร่างกายการตอบสนอง ดื่มมากไปไม่ดีหรอกครับ
ผมดูตัวผมเองเหมือนร่างกายจัดการกับสารพิษไม่ไหวถ้ามากไป ฉี่ไม่ใช่ยา แต่เป็นเหมือนเซรุ่มมากกว่า ดื่มน้อยได้มาก ดื่มมากได้น้อย 1อาทิตย์พัก1 วันให้ภูมิร่างกายพัฒนาและได้พักครับ ความเห็นส่วนตัวครับ จากการทดลองกับตัวเอง ดีครับ

โดย : bungmit  Mail to bungmit
(124.120.134.150)
เมื่อ : 15/06/2009 05:58 PM


ความคิดเห็นที่: 21

พระพุทธเจ้าตรัสสิ่งที่เป็นจริงพิสูจน์ได้"ด้วยตนเอง"
ท่านตรัสว่าไม่ให้คนดื่มเหล้า
และให้พระสงฆ์ฉันน้ำมูต หากดูตามความน่าเชื่อถือแล้ว
ดีกว่ากินเหล้าเบียร์เป็นไหนๆ คนกินฉี่ตัวเองไม่เคยแพ้ฉี่ตัวเอง แต่คนกินเหล้าแพ้เหล้ามีมากกว่า 10%

โดย : ใจเย็นๆแต่อย่าเย็นใจ  Mail to ใจเย็นๆแต่อย่าเย็นใจ
(124.157.152.107)
เมื่อ : 11/03/2010 01:26 PM


ความคิดเห็นที่: 22

ผมอายุ 60 ปี ได้ทดลองดื่มฉี่เมื่อไม่นานมานี้เอง รู้สึกร่างกายดีขึ้นอย่างน่าพิศวง ระบบขับถ่ายดี หน้าตึงขี้น อาการปวดบิเวณสีข้างด้านขวา ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ จะดื่มต่อไปเรื่อย ๆ ตามคำแนะนำของผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผมได้ดิ่มครั้งแรก จากการอ่านหนังสือของ "ภิกษุบัวใต้น้ำ" ต่อไปจะปรับปรุงการดื่มให้มีระบบมากยิ่งขึ้น ดื่มฉี่เถอะครับ ดีแน่นอน

โดย : sunprasang  Mail to sunprasang
(125.26.48.255)
เมื่อ : 28/09/2010 01:35 PM


ความคิดเห็นที่: 23

เข้ามาอ่านเจอ แล้วจะแสดงความคิดเห็น

จึงสมัครเป็นสมาชิกแล้ว กลับมาหากระทู้นี้ไม่เจอ

ก็เลยไปโพสท์ที่

http://www.tidso.com/board_1/view.php?id=10829

ที่นี่มา ขออนุญาตมาแปะไว้ล่ะกันนะคะ

ขอบคุณค่ะ

โดย : ป้านพ  Mail to ป้านพ
(110.159.246.12)
เมื่อ : 11/12/2011 09:19 AM


ความคิดเห็นที่: 24

หวัด ดีคับทุกท่านอยาก ลอง จังฉี ตัวเอง 555
kobkrit2009@hotmail.com

โดย : kobkrit  Mail to kobkrit
(171.4.32.111)
เมื่อ : 15/03/2012 09:15 AM


ความคิดเห็นที่: 25

สวัสดีครับ ลองเลยครับ เช้า ๆ ก็ 1 แก้ว
ทำบ่อย ๆ จะชินครับ

ไปละ อิอิอิ

โดย : ทิดโส  Mail to ทิดโส
(203.113.0.205)
เมื่อ : 15/03/2012 02:18 PM



login name ::
  *
  password ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     

 Search Word:

This Website was created and designed by รัตติกาล - January 2003