ฉี่...ใครคิดว่าไม่สำคัญ คำยืนยันจากนักดื่มปัสสาวะ
โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง
ที่มา : นสพ. มติชน
เป็นข่าวฮือฮาและโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อชาวบ้านร้านถิ่นในมณฑลเจ๋อเจียงทางตะวันออกของประเทศจีน พิสมัยรายการอาหารสูตรเด็ดน้ำปัสสาวะเด็กชายผสมกับไข่ ถือเป็นยาบำรุงกำลังชั้นเลิศ ถึงขั้นต้องไปรอฉี่สดๆ จากนักเรียนชายที่โรงเรียน...ข่าวนี้ทำเอาบรรดาคนขี้รังเกียจทั้งหลายเกิดอาการพะอืดพะอมอยากจะอาเจียนเป็นแถวๆ ขณะที่พวกมีประสบการณ์ตรงกับการดื่มฉี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ตื่นเต้นตกใจอะไร กลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เพราะตั้งแต่โบร่ำโบราณคนไทยก็ใช้ประโยชน์จากฉี่ ที่สำคัญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์ก็ทรงบัญญัติให้ศิษย์ตถาคตดื่ม "ปูติมุตตเภสัช" คือยาจากน้ำมูตร(ปัสสาวะ)เน่า หรือฉันยาดองด้วยน้ำ "ปัสสาวะ" อันเป็น 1 ในหลักปฏิบัตินิสสัย 4
หากใครเคยอ่านเรื่องราวของ "หลวงพ่อชา สุภัทโท" พระสายป่าชื่อดัง จะรู้ว่าท่านเคยฉันน้ำมูตรเมื่อยามธุดงค์ไปในถิ่นทุรกันดาร ไม่มีน้ำฉันน้ำใช้ ท่านพุทธทาสภิกขุก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่มีประสบการณ์ฉันน้ำมูตร แต่พระเหล่านี้ไม่มีโฆษณาหรือบอกกล่าวให้เอิกเกริก
อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย "นายโมราจิ เดซาย" ก็เคยดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาโรค
อย่างที่รับรู้กันการดื่มน้ำปัสสาวะมีมาแต่โบราณกาล "พระดุษฎี เมธังกุโร" ลูกศิษย์ท่านพุทธทาส เจ้าอาวาสวัดทุ่งไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งแม้จะไม่ได้ฉันน้ำมูตร แต่ก็มีญาติโยมที่ดื่มน้ำปัสสาวะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังมากมาย อย่างที่ท่านบอก "การดื่มน้ำปัสสาวะตนเองของญาติโยมและพระ อาตมามองว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการเอาชนะใจตนเอง ละความรังเกียจและมองผ่านอุปสรรคได้ เป็นการควบคุมพฤติกรรมการกินของตนด้วย เพราะถ้ากินสารพิษหรืออาหารรสจัดเข้าไปก็มีผลต่อปัสสาวะที่จะดื่ม ซึ่งจะมีรสขมขื่นและรสเปรี้ยว ทั้งนี้ จะต้องมีศีลและบำเพ็ญภาวนาด้วยจึงจะได้ผล ไม่ใช่จะดื่มก็ดื่มเลย ต้องมีความระมัดระวังรักษาศีลรักษาใจ และควบคุมพฤติกรรมการกิน"
จากคำบอกเล่าของผู้ที่เคยดื่มน้ำปัสสาวะ ต่างยืนยันว่า การดื่มน้ำปัสสาวะสามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง แม้ในส่วนของแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ไทยจะไม่ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้เชื่อกันว่าน้ำปัสสาวะเป็นของดีมีประโยชน์ถ้ารู้จักใช้รู้จักกิน
พระดุษฎีเล่าว่า "ในน้ำปัสสาวะคงจะมีภูมิคุ้มกัน และมีประโยชน์ เพราะญาติโยมบางคนเมื่อทดลองดื่มไป 2 เดือนก็สามารถแก้ปวดเมื่อยหลังและเอวได้ และยังเกิดผลพลอยได้ช่วยให้ผมดกดำนุ่มสลวยด้วย การจะดื่มน้ำปัสสาวะนั้นต้องมีวิธีการดื่ม คือ ต้องดื่มตอนเช้าหรือตอนตื่นนอนครั้งแรก โดยดื่มในช่วงกลางของปัสสาวะ นอกจากนี้ โยมผู้หญิงบางคนเป็นหวัด รักษาหมอนานถึง 2 สัปดาห์ก็ยังไม่หาย เมื่อเห็นลูกสาวดื่มปัสสาวะรักษาอาการปวดเมื่อย จึงไปดื่มบ้างก็หาย ไม่ต้องกินยาอะไรอีกเลย และยังได้ให้ลูกสาวอีกคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ดื่มน้ำปัสสาวะบ้าง ก็หายเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกมาก
บางคนก็นำปัสสาวะไปผสมกับขมิ้นกับน้ำมะขามเปียกพอกหน้าก็ทำให้หน้าใสดี แต่อาตมาคิดว่าตัวขมิ้นกับมะขามเปียกก็เป็นสมุนไพรที่ดีอยู่แล้ว
ผลดีอย่างหนึ่งของการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคคือ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองให้ใคร ไม่ต้องไปกินยาฝรั่ง ถ้าไม่ได้ผลก็สามารถเลิกได้ ที่สำคัญพระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้พระภิกษุฉันน้ำมูตรได้ เพื่อใช้รักษาโรค ซึ่งถ้ามองในแง่เชื่อมโยงกับหลักธรรม การดื่มน้ำปัสสาวะดังกล่าวไม่ใช่ยาวิเศษอะไร
การดื่มปัสสาวะต้องดื่มทันทีเพราะไม่เช่นนั้นอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปปลอมปน แต่บางคนก็เอาน้ำปัสสาวะไปแช่เย็น บางคนอยากทดลองแบบอื่นๆ อาตมาก็เห็นว่าดี เพราะเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี อยากจะท้าหมอเหมือนกันว่าที่ว่าไม่ดี เป็นพิษนั้นมีผลทดลองอะไรหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายจึงไม่ควรจะห้าม เพราะเป็นเรื่องคุณค่าทางจิตใจ แต่บางคนไปกล่าวอ้างว่าปัสสาวะรักษาได้ทุกโรค อย่างเช่นโรคเอดส์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้คนหลงเชื่อมากเกินไป
ในสมัยโบราณคนไทยเราใช้น้ำปัสสาวะอยู่แล้ว เช่น ถ้าเด็กคนไหนผมบางก็จะเอาน้ำปัสสาวะของเด็กคนนั้นทาหัว ผมก็จะดกดำ หรือคนแก่บางคนตาฝ้าฟางก็จะนำปัสสาวะของเด็กเล็กมาทาตา เพราะปัสสาวะของเด็กเล็กดีเนื่องจากกินนมแม่
ชาวบ้านใช้ปัสสาวะรักษาโรคมานานแล้ว ซึ่งก็ได้ผลเพราะชาวบ้านอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มีปัญหาเรื่องสารพิษ โดยเฉพาะพวกที่รักษาศีลและกินมังสวิรัติ พวกนี้ปัสสาวะจะไม่มีสารตกค้างใดๆ ที่จะทำให้มีกลิ่นหรือรสชาติขื่นๆ เปรี้ยวๆ ส่วนการนำน้ำปัสสาวะไปผสมกับสิ่งอื่นๆ ด้วยนั้น อาตมาคิดว่าน่าจะสู้ของแท้ๆ จากธรรมชาติไม่ได้"
อีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนการดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาโรค คือ "น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล" ท่านว่า การแพทย์แผนจีนนำเอาฉี่เด็กทารกมาใช้เป็นยาอายุวัฒนะนานแล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณ หรือเวลาที่เด็กโตคนไหนผอมแห้งแรงน้อย กินข้าวไม่ได้ เบื่ออาหาร ก็เอาฉี่เด็กเล็กๆ มาให้กิน หรือเอาฉี่ของคนน้องที่อายุไม่ครบขวบมาให้กิน ปัจจุบันก็มีการเอาฉี่ผสมกับอะไรอื่นๆ อีกเป็นเมนูแปลกๆ ซึ่งคิดว่าไม่มีอันตรายอะไร การดื่มน้ำปัสสาวะปฏิบัติกันมาทุกชาติ แต่เป็นการดื่มของตนเอง ยกเว้นของจีนเท่านั้น ชนชาติอินเดียก็นิยมดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ส่วนการแพทย์แผนไทยใช้น้ำปัสสาวะเป็นยากระสาย ใช้ดองเภสัชสมุนไพรได้หลายชนิด โดยที่น้ำปัสสาวะที่ดื่มกลับเข้าไปจะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารต้านพิษขึ้นมาเหมือนการฉีดวัคซีน หรือพิษต้านพิษ
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำปัสสาวะใช่ว่าจะดื่มกันได้ทุกคนและรักษาทุกโรคได้อย่างที่บางคนเข้าใจ กระทรวงสาธารณสุขเองก็เคยออกมาเตือนแล้วเตือนอีก เพราะอาจได้รับโรคติดเชื้อที่ปะปนมาจากปัสสาวะได้ เช่น โรคโกโนเรียหรือหนองใน โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น หากคนที่เป็นโรคดังกล่าวดื่มเข้าไปอาจเกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัสสาวะนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ถ้านำไปผสมกับสมุนไพรก็จะยิ่งอันตรายเพิ่มมากขึ้น เพราะสารแต่ละชนิดอาจทำปฏิกิริยากันได้
พระอาจารย์ ดร.สิงห์ทน นราสโภ พระธรรมทูตที่กำลังปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีประสบการณ์ตรง โดยเล่าว่า เดิมเป็นฆราวาส เป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาและศาสนาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อล้มป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงลาออกมาอุปสมบท และได้ปฏิบัตินิสสัย 4 และฝึกจิต เพื่อรับพลังธรรมชาติ ผลปรากฏว่าหายจากโรค มีชีวิตถึงปัจจุบัน จึงได้ออกเทศนาธรรมและสอนให้ผู้คนปฏิบัตินิสสัย 4 มาจนถึงทุกวันนี้
พระรูปนี้ได้แนะนำการดื่มน้ำปัสสาวะว่า "ก่อนนอน ให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองสักครึ่งแก้ว เมื่อเข้านอนไปแล้วในระหว่างนั้นน้ำปัสสาวะจะเข้าไปหมักอยู่ในตัวเรา เมื่อกลางดึกหรือใกล้สว่างเวลาลุกขึ้นมาปัสสาวะก็ให้เก็บดื่มอีกครั้ง การดื่มเที่ยวสองนี้มีความสำคัญมาก มีบทบาทในการรักษาโรค เพราะได้ดื่มเข้าไปหมักในร่างกายหลายชั่วโมง เหมือนเอาพิษที่เราถ่ายออกตั้งแรกส่งกลับเข้าไปหมัก กระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารพิษออกมา สารต้านพิษเมื่อขับออกมาตอนใกล้รุ่ง เราดื่มเข้าไปอีกครั้งหนึ่งก็คือตัวที่เข้าไปรักษาโรค"
นายกิตติกูล เสาร์มณี เจ้าของร้านกิตติกูล ซึ่งเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ และเคยได้เข้ารับการผ่าตัดในปี พ.ศ.2537 แต่ไม่หายกลับลามมาที่ช่องท้อง จึงได้ทดลองดื่มน้ำปัสสาวะมาจนถึงปัจจุบัน เขาเล่าว่า "ยังมีโรคประจำตัวอื่นคือ ไซนัสอักเสบ ซึ่งเมื่อก่อนต้องพ่นยาเป็นประจำ ใช้นานจนกระทั่งเส้นเลือดฝอยแตกเป็นประจำ เลือดกำเดาจึงไหลออกบ่อยๆ จึงได้ทดลองใช้น้ำปัสสาวะในการรักษาโดยสูดเข้าไว้ในโพรงจมูกสักพักเดียว แล้วปล่อยออกมา ปรากฏว่า เลือดกำเดาหยุดไหลและอาการไซนัสอักเสบดีขึ้น จึงได้นำวิธีการนี้ไปแนะนำเพื่อนๆ หลายคนที่เป็นไซนัสอักเสบทดลอง และก็ได้ผลน่าที่พอใจ"
ที่ผ่านมาวงการแพทย์ต่างประเทศศึกษาเรื่องฉี่กันมาก เห็นได้จาก World Conference on Urine Therapy ที่จัดกันมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกจัดขึ้นที่ประเทศอินเดีย ล่าสุดจัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีเมื่อปี 1999 และจะมีการประชุมระดับโลกอีกครั้งในวันที่ 1-4 พฤษภาคมนี้ ที่ประเทศบราซิล
นอกจากนี้ งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียยังระบุว่า เมื่อดื่มปัสสาวะจะทำให้มีสมาธิ จิตใจสดชื่น อารมณ์ดีขึ้น เพราะในปัสสาวะมีฮอร์โมนชื่อ "เมลาโนธิน" ซึ่งพบในปัสสาวะตอนเช้า และมีเอ็นไซม์ ยูโรไคเนส ที่ช่วยให้เลือดไม่แข็งตัว ในกรณีคนเป็นโรคหัวใจ
ในงานวิจัยดังกล่าวพบว่าปัสสาวะแต่ละคนมีผลต่อการทำงานในร่างกายของเจ้าของเอง โดยจะทำหน้าที่เป็นวัคซีนธรรมชาติเป็นตัวต่อต้านแบคทีเรียและไวรัส ต่อต้านสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดความสมดุลกับฮอร์โมน และช่วยเรื่องภูมิแพ้ ไข้หวัด โรคกระเพาะ หอบหืด แม้กระทั่งโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ เป็นต้น
น.พ.ธรรมาธิกรี รัฐมหาราษฎร์ จากประเทศอินเดีย ยังได้ทดลองให้ผู้ป่วยจำนวน 200 คน ดื่มน้ำปัสสาวะของตน และติดตามผลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด ได้ข้อสรุปคือ 1.เมื่อดื่มน้ำปัสสาวะ เชลล์ร่างกายจะสามารถรับออกชิเจนได้มากขึ้น และอัตราเผาผลาญในร่างกายจะสูงขึ้น 2.ช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในผู้ป่วยทุกราย และปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดก็สูงขึ้นด้วย ช่วยให้เกิดการบำบัดโรคและอาการเจ็บป่วยได้หลายกรณี ด้วยกลไกของเอ็นไซม์ ฮอร์โมน และเกลือแร่ทั้งช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้นอีกด้วย
เหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงคุณประโยชน์สารพัดของปัสสาวะ แต่ใช่ทุกคนที่ดื่มฉี่แล้วโรคทุกโรคจะหายขาด เพราะในร่างกายและในฉี่ของแต่ละคนยังมีตัวแปรและมีองค์ประกอบอื่นอีกมากมาย ฉะนั้นทั้งหมดนี้ย่อมไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะเชื้อเชิญให้หันมาดื่มปัสสาวะกัน เป็นเพียงการส่งผ่านบางแง่บางมุมของฉี่ที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง หรือไม่รู้มาก่อน
สารดีมีประโยชน์ใน "ฉี่"
น.พ.บรรจบ ซึ่งศึกษาเรื่องดื่มน้ำปัสสาวะมานาน ระบุว่า ในคนปกติปัสสาวะจะมีสีเหลืองอ่อนๆ จนถึงขาวใส ถ้าปริมาณปัสสาวะน้อยจะข้นและมีสารในนั้นมากกว่าปัสสาวะใส ส่วนผู้ที่เป็นโรคดีซ่านปัสสาวะจะมีสีเหลืองขมิ้นถึงสีน้ำตาล และคนที่เป็นโรคไต หรือโรคทางเดินปัสสาวะจะขุ่นหรือเป็นสีแดง มีเลือดปนออกมาด้วย
ส่วนรสของปัสสาวะของคนปกติจะเป็นรสเค็มๆ ถ้าปัสสาวะเข้มมากอาจมีรสขมนิดๆ ซึ่งสิ่งที่กินเข้าไปก็มีผลต่อสีและรสของปัสสาวะด้วย
ดร.ฟารอน นักชีวเคมีได้วิจัยสารต่างๆ ของปัสสาวะ 95% เป็นน้ำ 2.5% เป็น Urea 2.5% เป็นสารอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่าก็คือ มีสารอื่นๆ ในปัสสาวะ ได้แก่ เอ็นไซม์ : Amylase (diastase), Lactic dyhydrogenate (LDH), Leucine amino-peptdase (LAP) และ Urokinase มีฮอร์โมน : Catecholamines, 17-Catosteroids, Hydroxy steroids, Erythropoietine, Adenylate cyclase, Prostaglandin, ฮอร์โมนเพศและอินซูลิน เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีผลที่ดีต่อสุขภาพหลายประการ เช่น Urokinase เป็นสารละลายในลิ่มเลือด รักษาเส้นเลือดอุดตัน โรคเลือดจาง
ฮอร์โมนเพศ และ Insulin : เป็นฮอร์โมนประเภทเสริมสร้าง (anabolic hormones) ช่วงสร้างความกระชุ่มกระชวย ผิวพรรณดี ลดรอยย่น และความหย่อนยาน สร้างสุขภาพจิตที่ดี ลดคอเลสเตอรอลในเลือดป้องกันกระดูกผุ ซึ่งคนที่เป็นน้อยๆ อาจนำมาด้วยอาการปวดตามเนื้อตามตัว คนที่เป็นเบาหวานยังได้อินซูลินเข้าไปเสริมจากน้ำปัสสาวะด้วย และช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย
Melatonin : พบในปัสสาวะตอนเช้า สารนี้ช่วยให้จิตใจสงบ ลดความกระวนกระวาย หลับสบาย
Urea : เป็นสารขับปัสสาวะ เป็นสารต้านอักเสบ ต้านไวรัส และแบคทีเรีย ผิวหนังอ่อนเยาว์ ช่วยจัดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีในทางเดินอาหาร ของผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารอีกด้วย
Uric acid สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็งโดย : รัตติกาล (203.144.203.238) เมื่อ : 12/03/2003 12:46 PM |