สมทบทุนค่า server เพื่อความอยู่รอดของ tidso.com -> ธนาคารกรุงไทย ออมทรัพย์ สาขาย่อยการไฟฟ้านครหลวงเพลินจิต - สมเจตน์ พิมพ์ทอง เลขที่ 092-1-11650-0
| หน้ารวมกระทู้ | ดูรายชื่อสมาชิก | สมัครสมาชิก | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล |

- ตั้งกระทู้ใหม่ -

***** นิทานพื้นบ้าน *****

ไผ๋มีเรื่องอันได๋เก็บไว้กะซ่อยกันลงเด้อครับ

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ  
(199.63.1.252)
เมื่อ : 11/03/2007 12:26 PM

 
 
ความคิดเห็นที่: 1

****กาฬเกษ****

ณ เมืองพาราณสี มีกษัตริย์นามว่าสุริวงษ์ และมเหสีนามว่า กาฬ ปกครอง และท้าวสุริวงษ์มีม้ามณีกาบ ซึ่งเป็นม้าวิเศษเป็นพาหนะคู่บารมี ครั้งหนึ่งท้าวสุริวงษ์ได้ลามเหสีและชาวเมืองไปเรียนวิชาอาคม โดยมีม้ามณีกาบเป็นพาหนะไปพบกับพญาครุฑ และยักษ์กุมภัณฑ์ ต่อมาได้เป็นสหายกันและพระองค์ก็เรียนศาสตระศิลป์กับพระฤาษีจนสำเร็จแล้วกลับมาปกครองเมืองต่อไป
เมื่อท้าวสุริวงษ์กลับมาครองเมืองแล้ว ก็ต้องการจะมีบุตรชาย เพื่อเอาไว้สืบราชสมบัติแทนพระองค์ ดังนั้นจึงทำพิธี
ขอลูกกับพระอินทร์ฯ ก็ได้ส่ง เทพบุตรกับเทพธิดาลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ เพื่อให้เป็นคู่สามีภรรยากัน โดยเทพบุตร
องค์หนึ่งมาเกิดในท้อง นางกาฬมเหสีของท้าวสุริวงษ์ เมื่อนางกาฬประสูติออกมาเป็นชาย ชื่อว่ากาฬเกษ กาฬเกษกุมารนี้
ได้เจริญเติบโต มาเป็นลำดับ ครั้งหนึ่งเข้าไปเล่นในโรงม้า อันเป็นที่อยู่ของม้ามณีกาบ ได้แอบขึ้นขี่ม้าแล้วม้ามณีกาบก็พา
กาฬเกษกุมารเหาะไปในอากาศออกจากเมืองมุ่งเข้าป่าหิมพานต์ ขณะที่ท้าวกาฬเกษหนีออกจากเมืองนั้น ได้พบกับนกสาริกาคู่หนึ่ง จึงได้สั่งความให้กลับไปบอกท้าวสุริวงษ์ด้วยว่าจะออกไปเที่ยวในป่าถึง 3 ปี แล้วจะกลับมาเมื่อสั่งความแล้วก็เดินทางต่อไปจนเข้าเขตเมืองผีมนต์ของท้าวผีมนต์ และนางมาลีทอง ได้พักอยู่นอกเมืองพบกับชาวเมืองที่ออกมาหาฟืนแล้วได้ทราบว่าท้าวผีมนต์มีลูกสาวสวยชื่อ มาลีจันทน์ จึงพยายามจะไปพบนางในสวนดอกไม้ เมื่อนางมาลีจันทน์มาชมสวน ท้าวกาฬเกษจึงเข้าไปหาแล้วชอบพอรักใคร่กัน ดังนั้นเมื่อตอนกลางคืน
จึงแอบเข้าไปหานางเป็นเวลานาน ต่อมาท้าวผีมนต์สืบได้จึงทำหอกยนต์ดักยิง ขณะที่ท้าวกาฬเกษแอบเข้าไปนั้นพระองค์ได้ถูกหอกยนต์ตายลง แต่ก่อนจะตายท้าวเธอได้สั่งว่าอย่าเผาศพ ให้เอาใส่แพลอยน้ำไป นางมาลีจันทน์ได้ปฏิบัติตามที่ท้าวกาฬเกษสั่งทุกประการ ศพของท้าวกาฬเกษลอยทวนกระแสน้ำจนไปถึงอาศรมพระฤาษีแล้วพระฤาษีมาพบเข้าจึงร่ายมนต์ชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา ท้าวกาฬเกษคืนมาแล้วจึงเรียนศาสตระศิลป์อยู่กับพระฤาษีจนสำเร็จแล้วลาพระฤาษีกลับไปหานางมาลีจันทน์ใหม่ ท้าวผีมนต์ทราบข่าวอีกจึงเกิดรบกันในที่สุด ท้าวผีมนต์จึงแพ้ยกเมืองและลูกสาวคือนางมาลีจันทน์ให้แก่ท้าวกาฬเกษ ๆ อยู่ที่นั่นไม่นานก็พานางมาลีจันทน์เดินทางต่อไปอีก ในการเดินทางต่อนี้ ยักษ์หลายเมืองเช่น ยังษ์ชื่อสาระกัน, ชื่อคันธะยักษ์ และยักษ์ขีนีสาระกาย ต่างต้องการจะให้ท้าวกาฬเกษอยู่ครองเมือง แต่ท้าวกาฬเกษยังต้องการเดินทางต่อไป หลังจากเดินทางตามที่ต้องการแล้ว ในที่สุดท้าวกาฬเกษก็รับนางมาลีจันทน์ ไปครองเมืองพาราสี สืบต่อไป

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 11/03/2007 02:53 PM


ความคิดเห็นที่: 2

****กำพร้าผีน้อย****

ที่เมืองแห่งหนึ่งมีเด็กน้อยคนหนึ่งกำพร้าพ่อและแม่ ได้เที่ยวขอทานเขากินจนโตเป็นหนุ่มแล้วจึงออกจากเมืองมาทำนาทำไร่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เมื่อข้าวพืชงอกงามขึ้น ได้มีสัตว์ต่างๆ มากิน แม้จะไล่อย่างไรก็ไม่ไหว เอาอะไรมาทำเครื่องดักก็ยังขาดหมด จึงไปขอเอาสายไหม จากย่าจำสวน (คนสวนของพระราชา) มาทำจึงจับได้ช้าง ช้างเมื่อถูกจับได้กลัวตายจึงร้องขอชีวิตและบอกว่าจะให้ของวิเศษถอดงาข้างหนึ่งให้ ท้าวกำพร้าผีน้อยจึงปล่อยไปแล้วเอางาช้างมาไว้ที่บ้านต่อมาท้าวกำพร้าดักได้เสือ เสือก็ยอมเป็นลูกน้อง โดยบอกว่าถ้ามีเรื่องเดือดร้อนจะมาช่วย ต่อมาจับได้อีเห็น อีเห็นก็ยอมเป็นลูกน้อง เช่นเดียวกันกับเสือ ต่อมาจับพญาฮุ้ง (นกอินทรีย์) พญาฮุ้งก็ยอมเป็นลูกน้องอีก และตัวสุดท้ายจับได้คือผีน้อยที่มาขโมยกินปลาที่ไซ ผีน้อยก็ยอมเป็นลูกน้อง เมื่อท้าวกำพร้าได้งาช้างมาแล้วก็เอามาไว้ที่บ้าน ในงาช้างนั้นได้มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อสีดา อาศัยอยู่ นางได้ออกมาทำอาหารไว้รอท้าวกำพร้า ต่อมาท้าวกำพร้าจับนางได้จึงทุบงาช้างนั้น เพื่อจะไม่ให้นางหลบเข้าไปอยู่อีก นางจึงอยู่กินเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่นั้นมา ความสวยงามของสีดา ได้ยินไปถึงพระราชา เมื่อพระราชาเห็นแล้วก็รักใคร่จึงจะยึดเอาแต่ก็กลัวคนจะติเตียน จึงท้าท้าวกำพร้า การแข่งขันต่างๆ โดยถ้าท้าวกำพร้าแพ้จะยึดนางสีดามา แต่พระองค์แพ้จะยอมยกเมืองให้ครึ่งหนึ่ง การแข่งขันนั้นคือ ชนวัว , ชนไก่ , แข่งเรือ แต่ปรากฏว่าท้าวกำพร้าชนะทุกครั้ง เพราะในการชนวัวนั้น เสือแปลงเป็นวัวมาช่วยท้าวกำพร้า, ชนไก่นั้นอีเห็นแปลงเป็นไก่มาช่วย กัดไก่ของพระราชาตายในการแข่งขันเรือนั้นพญาฮุ้งมาเป็นเรือและได้ทำให้เรือพระราชาล่มแล้วกินคนทั้งหมด เมื่อพระราชาตายแล้วได้รวมหัว
กับบ่างลั่วตัวหนึ่ง โดยให้บ่างลั่วร้องเรียกวิญญาณของนางสีดามา โดยร้องครั้งแรกนางก็ไม่สบาย ครั้งที่สองสลบไป ครั้งที่สามจึงตายวิญญาณของนางจึงมาอยู่กับพวกผีพระราชา ส่วนท้าวกำพร้าปรึกษากับผีน้อย ผีน้อยบอกว่าอย่าเพิ่งเผาจะตามไปดูวิญญาณของนางอยู่ที่ใด เมื่อผีน้อยตามไปทราบเรื่องทั้งหมดแล้วจึงวางแผนจะจับบ่างลั่วตัวนั้น จึงเข้าไปตีสนิทกับบ่างลั่วแล้ว สานข้อง (ที่ใส่ปลา) ครั้งแรกสานด้วยไม้ใผ่แล้วให้บ่างลั่วเข้าไปข้างใน แล้วให้ยันดูปรากฏว่าข้องแตก จึงสานด้วยลวด แล้วบอกให้บ่างลั่วเข้าไปดูแล้วบอกให้ยันดู ปรากฏว่าข้องไม่แตกจึงรีบหาฝามาปิดแล้วรีบเอามาให้ท้าวกำพร้าบังคับให้บ่างลั่วร้องเรียกเอาวิญญาณนางสีดากลับคืนมาไม่เช่นนั้นจะฆ่าเสีย บ่างลั่วจึงร้องเรียกเอาวิญญาณนางกลับมา โดยร้องครั้งแรกก็เคลื่อนไหว ครั้งที่สองฟื้นขึ้นครั้งที่สามหายเป็นปกติทุกอย่าง พอทุกอย่างปกติแล้วท้าวกำพร้าจึงหลอกว่าขอดูไอ้ที่ร้องเอาวิญญาณคนได้ไหม บ่างลั่วจึงแลบลิ้นออกมาให้ดู ท้าวกำพร้าจึงตัดลิ้นบ่างลั่วนั้นเสีย เพราะกลัวมันจะร้องเอาวิญญาณไปอีก บ่างลั่วจึงร้องไม่ชัดตั้งแต่นั้นมา ส่วนท้าวกำพร้ากับนางสีดา ได้ปกครองเมืองแทนพระราชาที่ตายนั้น

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 11/03/2007 02:55 PM


ความคิดเห็นที่: 3

**** ผาแดง - นางไอ่ ****

เมืองสุวรรณโคมคำหรือเอกธีตา อยู่ทางทิศใต้ของเมืองหนองแส เมืองเอกธีตานี้มีพระยาขอมเป็นผู้ปกครอง มีนางจันทร์เป็นมเหสี ต่อมาได้ให้กำเนิดธิดาสาวสวยคนหนึ่งชื่อไอ่คำ พระยาขอมมีน้องชาย 2 คน ให้ไปครองเมืองเชียงเทียนและเมืองสีแก้ว มีหลาน 3 คนให้ไปปกครองเมืองฟ้าแดด เมืองหงส์ และเมืองทอง นางไอ่คำเมื่ออายุได้ 15 ปี มีความงามเล่าลือไปทั่วทุกทิศจนกระทั่งไปเข้าหูของท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง ท้าวผาแดงจึงขึ้นขี่ม้ามาแอบหานางไอ่ และได้สมัครรักใคร่กันแล้วสัญญากันว่า จะทำพิธีสู่ขอและแต่งงานกันตามประเพณีในไม่ช้านี้
ยังมีเมืองอีกแห่งหนึ่งชื่อศรีสัตตนาคนหุต มีสุทโธนาคครองเมือง มีโอรสชื่อภังคี สุทโธนาคนี้อพยพมาจากหนองแส เพราะผิดใจกับสุวรรณาคผู้เป็นสหายเนื่องมาจากการแบ่งเนื้อเม่น คือ สุทโธนาคไม่พอใจเพราะได้น้อยคิดว่าสุวรรณนาคเล่นไม่ซื่อจึงเกิดการทะเลาะกันเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่งเทพบุตรลงมาห้ามศึกสงคราม และเทพบุตรได้แบ่งเขตให้ทั้งสองอยู่คือ สุวรรณนาคปกครองฝั่งใต้ สุทโธนาคครองฝั่งเหนือและตะวันออก โดยแบ่งลงไปจดฝั่งทะเล นาคทั้งสองจึงขุดคลองจากหนองแสลงสู่ทะเล โดยสุวรรณนาคขุดแม่น้ำน่านหรือโพระมิง ตั้งเมืองนันทบุรี ส่วนสุทโธนาคขุดแม่น้ำโขง และตั้งเมืองศรีสัตตนาคนหุต ครั้งถึงกลางเดือนหกพระยาขอมจะทำบุญบั้งไฟจึงมีใบบอกบุญไปยังหัวเมืองต่างๆ ที่เป็นบริวารให้ทำบั้งไฟไปร่วมจุดในงาน ท้าวผาแดงไม่ได้รับใบบอกบุญ แต่ได้ทราบข่าวจึงจัดบั้งไฟหมื่นไปร่วมบุญด้วยแล้วได้พบนางไอ่คำเป็นครั้งที่สอง และได้รับการต้อนรับอย่างดี ในการจุดบั้งไฟ พระยาขอมให้มีการพนันกันว่าถ้าบั้งไฟของใครชนะจะให้ทรัพย์สมบัติและนางสนมกำนัล สำหรับท้าวผาแดงนั้นจะยกนางไอ่คำให้ ในเวลาจุดปรากฏว่าบั้งไฟของเมืองอื่นๆ ขึ้นหมด ส่วนของพระยาขอมไม่ขึ้น (ซุ) และของท้าวผาแดงแตกกลางบั้ง แต่พระยาขอมก็เฉยเสียไม่ทำตามสัญญา เจ้าเมืองต่างๆ จึงพากันกลับหมด ส่วนท้าวผาแดงก็กลับเมืองของตนพร้อมกับความทุกข์เพราะความรักและบั้งไฟไม่ขึ้น
งานบุญบั้งไฟนั้นท้าวภังคี ลูกชายสุทโธนาค ไม่ได้นำบั้งไฟมาร่วมด้วย แต่ได้แปลงกายมาร่วมงานด้วย และได้หลงรักนางไอ่คำด้วยเช่นกัน แต่ไม่มีโอกาสเข้าใกล้นางได้ จึงกลับบ้านไปด้วยความรักเต็มอก ครั้นถึงเมืองศรีสัตตนาคนหุตแล้วก็ไม่เป็นอันกินอันนอน จึงลาพ่อเพื่อมาหานางไอ่คำอีก พ่อได้ห้ามไว้แต่ไม่สามารถห้ามปรามได้ เมื่อมาถึงเมืองเอกธีตาแล้วท้าวภังคีแปลงกายเป็นกระรอกด่อน (กระรอกเผือก) ส่วนบริวารก็แปลงเป็นสัตว์ กระรอกด่อนภังคีแขวนกระดิ่งไว้ที่คอด้วย ได้ปีนป่ายกระโดดไปตามต้นไม้ใกล้ปราสาทของนางไอ่คำสายตาสอดส่ายหานางไอ่คำ นางไอ่คำเห็นกระรอกก็อยากได้จึงให้ตามนายพรานมาจับ นายพรานได้ยิงกระรอกด่อนด้วยธนู กระรอกด่อนก่อนตายได้อธิษฐานว่า " ขอให้เนื้อข้าจงเอร็ดอร่อย และมีกินแก่คนทั้งเมือง " เมื่อกระรอกด่อนตายแล้วชาวเมืองก็แบ่งเนื้อกันกิน ยกเว้นแม่ม่าย เพราะเขาถือว่าไม่ได้ช่วยราชการ ฝ่ายบริวารของภังคีเห็นเจ้านายของตนเสียทีเขาแล้ว ก็รีบกลับไปบอกท้าวสุทโธนาค ท้าวสุทโธนาคโกรธมากจึงเกณฑ์ไพร่พลนับหมื่นเพื่อถล่มพระยาขอม ใครกินเนื้อภังคีต้องเอาให้ตายทั้งหมด กองทัพนาคจึงมุ่งสู่เมืองพระยาขอมทันที ในขณะเดียวกันท้าวผาแดงคิดถึงนางไอ่คำจนทนอยู่ไม่ได้ จึงรีบขึ้นม้าบักสามจากเมืองผาโพงสู่เอกธีตา เมื่อมาถึงนางไอ่คำก็ต้อนรับด้วยความดีใจ พร้อมทั้งจัดอาหารมาเลี้ยง เมื่อท้าวผาแดงรู้ว่าเป็นเนื้อกระรอกก็ไม่กิน แล้วบอกนางไอ่คำว่ากระรอกนี้ไม่ใช่กระรอกธรรมดา เป็นท้าวภังคีแปลงตนมา ใครกินเนื้อกระรอกแล้วบ้านเมืองจะถล่มถึงตาย พอตกกลางคืนกองทัพนาคก็มาถึงเมือง แผ่นปฐพีจึงถล่มโครมครามไปทั่ว ท้าวผาแดงจึงให้ไอ่คำเตรียมข้าวของบางสิ่งที่พอจะเอาไปได้ เช่น แหวน ฆ้อง และกลองประจำเมืองแล้วรีบขึ้นม้าซ้อนท้ายตนแล้วควบม้าบักสามออกจากเมืองทันที พญานาครู้ว่าไอ่คำหนีไปจึงติดตามไปติด ๆ แผ่นดินก็ถล่มไปไม่หยุด นางไอ่คำต้องโยน ฆ้องและกลองทิ้ง สุดท้ายก็โยนแหวนทิ้งเพราะเข้าใจว่าพญานาคตามมาเอาสิ่งเหล่านี้เพราะลำบากในการถือแต่พญานาคก็ยังตามมาอีก ม้าบักสามก็ค่อย ๆ หมดแรงลง พญานาคตามมทันแล้วเอาหางตวัดเกี่ยวเอาตัวนางไอ่คำลงมาจากหลังม้า ส่วนท้าวผาแดงก็ควบม้าหนีต่อไป พญานาคก็ตามไปอีกเพราะท้าวผาแดงมีแหวนของนางไอ่คำติดตัวไปด้วย ท้าวผาแดงจึงทิ้งแหวนเสียตนเองจึงปลอดภัย พญานาคได้อุ้มเอานางไอ่คำลงสู่บาดาลต่อไป บ้านใครที่ได้กินเนื้อกระรอกก็ได้ถล่มทลายเป็นทะเลไปหมด เหลือแต่บ้านแม่หม้ายที่ไม่ได้กิน จึงกลายเป็นดอนแม่หม้ายจนทุกวันนี้
ท้าวผาแดงกลับไปถึงเมืองผาโพงแล้ว เสียใจที่สูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตา จึงอธิษฐานต่อเทพยดาว่าจะขอตายเพื่อไปสู้เอานางไอ่คำกลับคืนมา ว่าแล้วก็กลั้นใจตายบนปราสาท แล้วไปเกิดเป็นหัวหน้าผีได้นำกองทัพผีไปต่อสู้กับพญานาค กองทัพผีกับกองทัพพญานาคได้ต่อสู้กันอยู่นาน น้ำในบึงในหนองขุ่นข้น ดินบนบกกลายเป็นฝุ่นตลบไปหมด ร้อนถึงพระอินทร์ต้องลงมาระงับศึก ให้พวกผีกลับเมืองผีให้นาคครอบครองบาดาลตามเดิม ส่วนนางไอ่คำให้อยู่ที่เมืองบาดาลไปก่อน รอให้พระศรีอาริย์ลงมาตัดสินว่า ใครจะเป็นสามีที่แท้จริงของนาง ดังนั้นนางไอ่คำจึงรออยู่ที่เมืองบาดาลจนกว่าจะถึงวันนั้น

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 11/03/2007 02:57 PM


ความคิดเห็นที่: 4

บ๋า...สุดยอดอีหลี
สู่มื้อนี้กะอยู่เมืองสกลฯบ้านผู้ข้านิหละครับ
กลายเป็นหนองหานไปแล้วเมืองกะดาย สงสัยนาไอ่สิอยู่ใต้หนองหาน
สิเมือหาเบิ่งก่อนนาห่าพ้อ...อิอิ...

โดย : ศักดิ์ดาน้อย เมืองสกลฯ  Mail to ศักดิ์ดาน้อย  เมืองสกลฯ
(58.9.38.243)
เมื่อ : 11/03/2007 07:13 PM


ความคิดเห็นที่: 5

ขอคูรูนางอั้วแหน่พี่มีบ่...

โดย : ศักดิ์ดาน้อย เมืองสกลฯ  Mail to ศักดิ์ดาน้อย  เมืองสกลฯ
(58.9.38.243)
เมื่อ : 11/03/2007 07:15 PM


ความคิดเห็นที่: 6

ข่อยขอนางหมาขาว กับ นางนกกระจาบ
จั่งแม่นเจ้ามีนิทานหลายเนาะ ข่อยสะออนแฮง
นับถือ..นับถือ...ครักระผม

โดย : เหยี่ยวดำ เมืองน้ำดำ  Mail to เหยี่ยวดำ  เมืองน้ำดำ
(124.120.197.100)
เมื่อ : 11/03/2007 09:33 PM


ความคิดเห็นที่: 7

นกกระจาบบ่ทันมีเด้อมื่อนี่เอานกกระจอกก่อนว่าสั่นเถาะ

****นกกระจอก****
มีนกกระจอกน้อย 2 ผัวเมียทำรังอยู่ที่หนวดคางพระฤาษี วันหนึ่งพ่อนกได้ออกไปหาเหยื่อมาเลี้ยงแม่นก และลูกอ่อน ไปถูกดอกบัวหุบกลีบขังไว้ไม่สามารถกลับมาหาลูกเมียได้ เมื่อกลับมาได้ทะเลาะกับแม่นก และสาบานว่าถ้าตนนอกใจคู่ของตนดังที่แม่นกกล่าวหาก็ขอให้มีบาปเท่าฤาษี
ฤาษีได้ยินจึงโกรธ ถามนกว่าทำไมตนจึงมีบาป นกบอกว่าเพราะฤาษีไม่มีลูกสืบสกุล ตายไปต่อไปก็ตกนรก (คติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู) ฤาษีจึงไล่นกไปอยู่ที่อื่นและตนก็ลาเพศฤาษี ไปมีชีวิตครอบครัวเช่นคนทั่วไป
นกสองผัวเมียพาลูกไปอาศัยป่าเลา อยู่มาวันหนึ่งไฟไหม้ป่า พ่อนกและแม่นกสัญญากันว่าจะไม่ทอดทิ้งลูกจะขอตายในกองไฟพร้อมๆ กัน แต่เมื่อไฟมาถึง พ่อนกทนความร้อนไม่ไหวจึงบินหนีไป ทิ้งให้แม่นกกับลูกตายในเปลวไฟ นางนกกระจอกไปเกิดเป็นลูกสาวเจ้าเมืองแห่งหนึ่งชื่อนางจันทจร นางมีรูปร่างงดงามแต่ไม่ยอมพูดจากับผู้ชายเลย พ่อนกไปเกิดเป็นชายหนุ่มรูปงาม ลูกชายของเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง มีนามว่าท้าววรกิต เมื่อโตเป็นหนุ่มได้ยินกิตติศัพท์ความงามของนางจันทะจรจึงมาหา
พระราชาบิดานางจันทะจร ได้ป่าวร้องให้ผู้มีวิชาดีมารักษาโรคที่นางไม่ยอมพูดกับผู้ชาย ชายใดสามารถทำให้นางพูดด้วย จะยกนางให้อภิเษกเป็นคู่ครอง ท้าววรกิตไปเรียนวิชาถอดจิตกับพระอาจารย์และไปอาสาพูดกับนาง ท้าววรกิตได้ถอดจิตไปไว้กับหมอนกับเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้เครื่องใช้นั้นๆ พูดได้ และเล่านิทานให้หมอนฟังเป็นนิทานโจมตีให้ร้ายผู้หญิง แต่นางไม่ยอมพูดด้วย ในที่สุดได้เล่าเรื่องนกกระจอกแต่ตอนจบแกล้งเล่าให้ผิดว่านกตัวเมียไม่ยอมรักษาสัญญาบินหนีก่อน ปล่อยให้นกตัวผู้ตายกับลูกในกองไฟ นางจันทะจรโกรธจึงได้แย้งว่าไม่จริง เมื่อนางพูดแล้วบิดาจึงอภิเษกให้ท้าววรกิตครองเมืองกับนางจันทะจรตามสัญญา

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 12/03/2007 12:28 PM


ความคิดเห็นที่: 8

ขูลูนางอั้วตอนนี้กะกำลังรวบรวมอยู่ครับมีหลายตำนานเลือกบ่ถืกอดใจไว้เด้อพี่น้องสิได้อ่านเรื่องรักสามเศร้าระหว่าง ขูลู - นางอั้ว - กับ ขุนลาง สิเป็นจังได๋ให้อดใจไว้โปรดติดตาม

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 12/03/2007 12:32 PM


ความคิดเห็นที่: 9

****นางผมหอม****

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานอยู่กินกันมาตั้งนาน แต่ก็ยังไม่มีลูกสักกะที จึงไปบนบานขอต่อเทวดา และในที่สุด ก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกเป็นเด็กหญิงน่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า เทวี เด็กหญิงนั้น ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ด้วยความรัก จากพ่อแม่ทั้งสอง จนเติบใหญ่เป็นสาว อยู่มาวันหนึ่ง นางสาวเทวี ได้เข้าป่าไปหาของป่าและอาหาร วันนั้น เข้าไปในป่าลึกกว่าปกติ น้ำที่เตรียมมาได้หมดลง นางกระหายน้ำมาก ขณะที่เดินหาแหล่งน้ำอยู่ บังเอิญเหลือบไปเห็น น้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าโค จึงก้มลงดูดกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกหอแห้งกระหายยิ่งขึ้น คือกินแล้วยิ่งไม่อิ่ม จากนั้นนางก็มองเห็นน้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าช้างดูใสสะอาด ก้มลงดื่มกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกชุ่มฉ่ำคอยิ่งนัก จึงดื่มกินจนอิ่ม ความหิวกระหายนั้นก็หายไป นางกลับมาถึงบ้าน จากนั้นไม่นาน ก็ตั้งครรภ์ โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง พ่อแม่ก็พยายามถามไถ่หาความจริง นางก็เล่าให้ฟังตามที่เป็นจริง และบอกว่า สงสัยเด็กคงเป็นลูกของพญาช้างหรือไม่ก็พญาโค พ่อแม่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ขอให้ได้หลานก็พอใจแล้ว ครบเก้าเดือน นางคลอดลูกเป็นเด็กหญิงแฝดสองคน คนพี่ให้ชื่อว่า นางผมหอม เพราะผมของนางมีกลิ่นหอมตั้งแต่แรกเกิด คนน้อง ให้ชื่อว่า นางลุน เพราะเป็นน้อง นางผมหอม เป็นคนนิสัยดี โอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ผิดกับนางลุนซึ่งเป็นคนขี้อิจฉา ใจร้าย ชอบรังแกคนอื่น รวมถึงชอบรังแกและแกล้งนางผมหอมอยู่เสมอ นางผมหอมและนางลุน ค่อย ๆ เติบโต ตามวัย เมื่อยังเป็นเด็ก ไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ก็จะถูกล้ออยู่เสมอว่า เป็นเด็กไม่มีพ่อ กระทั่งโตเป็นสาว ก็ยังถูกล้ออยู่ ในที่สุดทนไม่ไหว ทั้งสองจึงตัดสินใจไปถามความจริงกับแม่ นาวเทวี เล่าความจริงให้ฟัง ว่าได้ไปดื่มน้ำในรอยเท้าโคและรอยเท้าช้างในกลางป่า กลับมาก็ตั้งครรภ์ พ่อของพวกเจ้าก็คือ พญาช้าง และพญาโค แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกโค ใครเป็นลูกช้าง นางผมหอมและนางลุน จึงขออนุญาตมารดาออกตามหาบิดาในป่า รบเร้าบ่อย ๆ เมื่อมารดาอนุญาต ทั้งสองจึงออกเดินทางเข้าป่าตามทางที่มารดาบอก


-----ติดตามตอนต่อไป-----

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 15/03/2007 07:14 PM


ความคิดเห็นที่: 10

อย่าลืม เด้อ ขอเรื่องเจ็ดหวดเจ็ดไหนำแน่ รออยู่นะครับ
อเมดซิ่งจงเจริญ....

โดย : ทักชัย หทัยราษฎร์  Mail to ทักชัย  หทัยราษฎร์
(124.120.239.164)
เมื่อ : 19/03/2007 08:50 PM


ความคิดเห็นที่: 11

.ผู้ได๋..อยากฟังเรื่อง เซียงเมี่ยง..บอกมา..

โดย : เซียน ผญาย่อย  Mail to เซียน ผญาย่อย
(125.24.194.90)
เมื่อ : 19/03/2007 09:56 PM


ความคิดเห็นที่: 12

นางผมหอม (ต่อ)

เดินทางมาหลายวัน ในที่สุด ทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับ พญาช้างใหญ่เชือกหนึ่ง พญาช้างเห็นทั้งสองเข้าคิดว่าเป็นพวกมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามา จึงจะฆ่าเสีย นางผมหอมผู้เป็นพี่ จึงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต พญาช้างเกิดความสงสัยว่า เหตุใดหญิงทั้งสองจึงเข้ามาในป่าผิดวิสัยหญิงยิ่งนัก

นางผมหอมจึงเล่าให้ฟังว่า พวกนางเป็นลูกของแม่เทวี กับพญาช้างและพญาโค ซึ่งนางลุนก็ชิงพูดว่า ตนเองเป็นลูกของพญาช้าง ส่วนนางผมหอมเป็นลูกของพญาโค หากจะฆ่าก็จงฆ่านางผมหอมเถิด

นางผมหอมพูดว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นลูกช้าง ใครเป็นลูกโค พวกนางเพียงแต่อยากพบพ่อจึงอุตสาห์ดั้นด้นเข้าสู่ป่าใหญ่ ก่อนจะฆ่านาง ขอให้นางได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ถ้านางไม่ใช่ลูกช้างจริงจะฆ่าก็ยอม

พญาช้างจึงกล่าวว่า ยินยอมให้พิสูจน์ โดยหากใครปีนงวงขึ้นขี่คอได้ คนนั้นนั่นแหละคือลูก ว่าแล้วพญาช้างก็ตั้งจิตอธิษฐานตามนั้น แล้วยืนนิ่ง ๆ

นางลุน มั่นใจนักว่าตัวเองเป็นลูกช้าง รีบปีนขึ้นงวง หมายจะขึ้นหลังช้างให้ได้ เพราะนางเป็นลูกโค แม้พยายามอย่างไร ก็ไม่อาจจะปีนขึ้นได้ มีแต่ลื่นตกลงมาดังเดิม พญาช้างจึงบอกให้พอก่อน

นางผมหอม กลับปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย และนั่งอยู่บนคอช้างได้สำเร็จ ส่วนนางลุนเห็นว่านางผมหอมปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย จึงอยากลองดูใหม่ แม้พญาช้างห้ามก็ไม่ฟัง นางลุนก็ยังปีนขึ้นไม่ได้ ในที่สุดพญาช้างจึงใช้เท้ากระทืบนางลุนตาย และนำนางผมหอมผู้เป็นลูกไปยังที่อยู่ของตน ให้บริวารนำหินมาสร้างปราสาทหิน ให้เป็นเรือนที่อยู่ของนางผมหอม เรียกว่าปราสาทนางผมหอม

นางผมหอม แม้จะดีใจที่ได้พบพ่อ แต่ก็สงสารนางลุนผู้น้องสาว ร้องไห้มาตลอดทาง แต่ก็ไม่กล้าต่อว่าอะไรพญาช้างผู้บิดา ได้แต่ติดตามไปอยู่กับพญาช้างนั้น

พญาช้างดูแลปรนนิบัตินางผมหอมเป็นอย่างดี ด้วยความรักในธิดา เมื่อนางผมหอมต้องการไปไหน ก็ให้ขี่คอไป นางผมหอม อาศัยอยู่ในป่ากับพญาช้างเป็นเวลาหลายปี นางเป็นมนุษย์อยู่คนเดียว รู้สึกเหงามาก ทั้งตนเองก็เป็นสาวแล้ว อยากมีผู้ชายใครสักคน เป็นเพื่อนใจ จึงออกอุบายเพื่อให้ได้ชายผู้เป็นเนื้อคู่ตน

วันนั้น นางผมหอม ไปอาบน้ำที่แม่น้ำเช่นเคย เตรียมผอบไปด้วย นางถอนผมตัวเองออกมา 1 เส้น บรรจงม้วนใส่ลงไปในผอบนั้น ผมของนางยาวจนถึงประมาณสะโพกทีเดียว และด้วยบุญเก่าของนาง นางจึงมีผมที่หอมอยู่เป็นนิจ เมื่อใส่ผมลงในผอบปิดฝาเรียบร้อยแล้ว นางได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

? ผอบนี้ จงลอยน้ำไป ขอกลิ่นหอมของเส้นผมอย่าได้จางหาย ขอให้ชายที่เป็นเนื้อคู่เท่านั้นสามารถที่จะเก็บผอบนี้ได้ คนอื่น ๆ แม้พบเห็นหากไม่ใช่เนื้อคู่แล้วไซร้ ขอให้เก็บเอาไม่ได้เถิด หากชายที่เป็นเนื้อคู่เก็บได้แล้ว ขอให้มีใจมั่นที่จะออกตามหาตัวเราจนได้พบกันเถิด ?

เมื่ออธิฐานเสร็จแล้ว ก็ปล่อยวางผอบลงแม่น้ำ ผอบนั้น ได้ลอยตามน้ำไปเรื่อย ๆ จนไปถึงเมืองรัตนา ก็ลอยวนเวียนไปมาอยู่แถว ๆ ท่าน้ำ ด้านหน้าพระราชวัง
เมืองรัตนา มีกษัตริย์หนุ่มรูปงามคนหนึ่งปกครองต่อจากบิดาของตน นามว่าพระเจ้ารัตนะ ยังไม่มีพระมเหสี วันนั้นพระองค์กับเหล่าบริพารเสด็จไปเล่นน้ำอยู่ท่าน้ำนั้นพอดี เมื่อผอบนั้นลอยมาถึง กลิ่นหอมแห่งผมก็กำจรจายไปทั่วบริเวณ ทั้งพระราชาและเหล่าบริพารต่างได้กลิ่นหอมประหลาดนั้นซึ่งแตกต่างจากกลิ่นหอมที่เคยสูดดมอยู่ทุกวัน พอดีเหล่าบริพารแลเห็นผอบน้อยนั้นลอยอยู่กลางน้ำ สงสัยว่ามันคืออะไร จึงต่างว่ายน้ำเข้าไปเพื่อที่จะเก็บเอา แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะเก็บเอาได้ สร้างความประหลาดใจแก่พวกเขายิ่งนัก จึงมากราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระองค์จึงทรงใคร่ลองด้วยพระองค์เองบ้าง จึงว่ายน้ำเข้าไป และเก็บได้อย่างง่ายดาย สร้างความอัศจรรย์ใจแก่เหล่าบริพารยิ่งนัก

พระเจ้ารัตนะ ทราบว่ากลิ่นหอมต้องมาจากของในผอบนี้เป็นแน่แท้ ขึ้นฝั่งมาเปิดผอบออกดู จึงพบเห็นเพียงเส้นผมยาว ๆ สีดำขลับเงางามเส้นหนึ่ง เส้นผมยิ่งส่งกรุ่นกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว พระองค์คิดว่า เส้นผมนี้ คงเป็นผมของเทพธิดากระมัง ถึงได้หอมปานนี้ หรือหากเป็นของมนุษย์ ผู้หญิงคนนั้น ต้องเป็นคนมีบุญมากเป็นแน่แท้ เอาเถิด เราจะออกตามหานางให้พบ นำมาเป็นพระมเหสีให้จงได้

พระเจ้ารัตนะ ฝากบ้านเมืองไว้กับเหล่าบริพารที่ไว้ใจ ออกเดินทางไปผู้เดียว ทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่ผอบล่องลอยลงมา โดยไม่ลืมที่จะนำผอบเส้นผมติดตัวไปด้วย เดินทางรอนแรมมานานหลายวัน ในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่อยู่ของนางผมหอม พระองค์สูดได้กลิ่นกรุ่นหอมแรงชัดยิ่งขึ้น จึงแน่พระทัยว่า เจ้าของเส้นผมต้องอาศัยอยู่บริเวณนี้

พอดีวันนั้น พระยาช้างพร้อมบริวาร ออกหากิน นางผมหอมอยู่คนเดียว พระเจ้ารัตนะเดินทางตามกลิ่นแห่งเส้นผมมาเรื่อย ๆ จนมาถึงท่าอาบน้ำนางผมหอม ขณะนั้น นางผมหอมกำลังอาบน้ำอยู่ เมื่อทั้งสองพบกัน ด้วยอำนาจบุญที่เคยทำร่วมกันไว้ให้เป็นเนื้อคู่กัน ทั้งคู่ก็เกิดความรักแรกพบทันทีอยู่ในใจ เมื่อพูดคุยถามไถ่จนได้ความจริงของกันและกันแล้ว นางผมหอมจึงพาพระเจ้ารัตนะไปบนปราสาทหิน ร่วมทานอาหาร และอยู่ด้วยกันตั้งแต่นั้นมา โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามพระเจ้ารัตนะลงจากปราสาทโดยเด็ดขาด เพราะกลัวพญาช้างจะทราบเรื่องแล้วฆ่าเสีย

แม้พระยาช้างจะได้กลิ่นมนุษย์คนอื่นที่ไม่เหมือนกลิ่นนางผมหอม แต่ด้วยเกรงใจลูกจึงไม่ได้ถามและขอค้นดูในปราสาท เป็นแต่แบกความสงสัยไว้และคอยจับจ้องดูอยู่ภายนอก

โปรดติดตามตอนต่อไป..................

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 20/03/2007 11:00 AM


ความคิดเห็นที่: 13

ท้าวเจ็ดหวดเจ็ดไหเอาไว้มื่อหน้าเด้อครับ

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 20/03/2007 11:00 AM


ความคิดเห็นที่: 14

ทั้งสองครองรักกันจนมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน คือ คนพี่เป็นชายนามว่า "สีลา" คนน้องเป็นหญิงนามว่า "ชาดา"
อยู่ไปอยู่มา ทั้งคู่เกรงว่า หากพญาช้างจับได้จะเกิดอันตราย จึงวางแผนหนี เพื่อจะกลับไปครองเมืองรัตนาดังเดิม และในที่สุด ก็หนีออกมาได้ ในวันที่พระยาช้างพร้อมทั้งบริวารทั้งหมดออกหากินไกล ๆ
ฝ่ายพญาช้างสารได้ออกตามหาลูกและหลานจนพบด้วยความ เสียใจที่ถูกลูกและหลาน ทิ้งไปอยู่เมืองอื่น จึงขาดใจตาย ก่อนตายได้ได้มอบงาของตนให้ พระเจ้ารัตนะไว้เป็นอาวุธ เพื่อป้องกันตนเอง
ขณะที่กำลังเดินทางและพักแรมจนกว่าจะถึงเมืองนั้น ปรากฏว่าเส้นทางนั้น มีนางผีป่าเฝ้าอยู่ และเกิดความเสน่หาในพระเจ้ารัตนะ เมื่อนางผมหอมอาบน้ำ จึงถูกนางผีป่าผลักตกน้ำไป และนางผีป่าก็แปลงตนเองเป็นนางผมหอมแทน
เมื่อถึงพระนคร นางผีป่าก็เข้าอยู่ในวังด้วยในช่วง ระยะ เวลาหนึ่ง แต่เนื่องจากพฤติกรรมของนางผีป่าแปลง แตกต่างกันกับนางผมหอมจริง เมื่อพระเจ้ารัตนะทราบความจริง จึงหาทางกำจัดนางผีป่า และไปรับนางผมหอมมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
พระเจ้ารัตนะได้แต่งตั้งนางผมหอมเป็นพระอัครมเหสี และอยู่ครองรักกันอย่างมีความสุข


--------จบ--------

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 20/03/2007 05:35 PM


ความคิดเห็นที่: 15

เกือบบ่จบเนาะพี่นิทานเรื่องนิ
ท่าอยู่เดะเดียวนิ....อดสาจบแหน่...จั่งแม่นม่วนคักเด้อพี่เอ้ย
คันได้แบบบรรยายอีสานบ้านเฮา..ตะสิหม่วนคักเนาะ...
เอาอีกเด้อพี่ติดตามอยู่เดะ...

โดย : ศักดิ์ดาน้อย เมืองสกลฯ  Mail to ศักดิ์ดาน้อย  เมืองสกลฯ
(58.9.45.218)
เมื่อ : 20/03/2007 11:01 PM


ความคิดเห็นที่: 16

เรื่องนางอุษา - ท้าวบารส

ณ เขตชนบทรอบเมืองมหานครนั้น ยังมีครอบครัวหนึ่งมีอาชีพทำไร่ ทำนา และค้าขาย มีบุตรชายอยู่ 2 คน เมื่อบุตรทั้งสองโตพอมีครอบครัวได้ พ่อแม่สู่ขอหญิงให้แต่งงานด้วย พี่ชายนั้นออกเรือนไปอยู่ทางทิศใต้ ส่วนน้องชายชื่อว่า ?นายพานนาน้อย? แยกไปอยู่กับภรรยา ทำไร่ ทำนา และค้าขาย ต่อมามีบุตรชายคนหนึ่ง ไม่สมประกอบ มีแต่ตัวและหัว แขนขาไม่มี ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า อ้ายสะลุ้นกุ้น?
ครั้นถึงฤดูฝนนายพานนาน้อยออกไปไถนาตามปกติ พระอินทร์ได้ทรงม้ามณีกาบ เสด็จจากดาวดึงส์มาถามนายพานน้อยว่า ตั้งแต่เช้าไถนาได้กี่แถวกี่แนว ได้ทำเครื่องหมายจดจำไว้บ้างหรือไม่ นายพานนาน้อยก็ตอบไม่ได้เพราะไม่ได้จดจำไว้ ถามอยู่ติด ๆ กันสองวัน
อีกสามวันต่อมาอ้ายสะลุ้นกุ้นขอตามไปที่นาด้วยเพื่อช่วยเหลือพ่อ เพราะถ้าตอบไม่ได้อีก พระอินทร์จะลงโทษให้ศีรษะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง เมื่อพระอินทร์ลงมาถามนายพานนาน้อยเหมือนทุกครั้ง อ้ายสะลุ้นกุ้นก็ย้อนถามพระอินทร์ไปว่า ท่านทรงม้าวันละกี่รอบ ขี่อ้อมภูอ้อมดอยได้วันละกี่รอบ พระอินทร์ได้ฟังก็พอพระทัยจึงพาอ้ายสะลุ้นกุ้นไปเมืองสวรรค์ด้วย พระอินทร์ต้องการช่วยอ้ายสะลุ้นกุ้นให้หายพิการ จึงให้พระวิสสุกรรมทำแบบหล่อมาติดให้อ้ายสะลุ้นกุ้น แต่แบบที่ทำมาหล่อไม่ติด ในที่สุดพระวิสสุกรรมจึงกราบทูลขอหล่อแบบรูปพระอินทร์ ปรากฎว่าหล่อติด มีรูปลักษณ์เหมือนพระอินทร์ทุกประการ ได้อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กับพระอินทร์ตั้งแต่นั้นมา ได้ชื่อว่า พระพาน หรือเทพบุตรสะลุ้นกุ้น ต่อมาพระพานบังอาจล่วงประเวณีกับนางสุชาดา พระอินทร์กริ้วมาก ให้พระวิสสุกรรมนำมาปล่อย ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตเมืองศรีสัตตนาค จันทรบุรี ในครั้งนั้นเจ้าพระยาผู้ครองเมืองพานพารี้พลออกประพาสป่าล่าเนื้อ ได้พบพระพานจึงนำไปเลี้ยงเป็นราชบุตร และให้อุปภิเษกสืบราชสมบัติเมืองศรีสัตตนาคเมืองพาน มีพระนามว่า พระยาพาน อยู่มาพระนารายณ์จุติลงมาถือกำเนิดในครรภ์ของหญิงคนหนึ่ง ณ แดนชนบทของเมืองปะโค เมื่อครบกำหนดประสูติทารกน้อยมีมือสี่มือเหมือนพระนารายณ์ ชาวบ้านเกรงว่าเด็กที่เกิดมานี้จะเป็นกาลกิณี จึงเอาทารกลอยแพไป พระยาปะโคพาบริวารออกมาหาปลาได้พบทารกน้อยก็รักใคร่สงสาร จึงทรงรับเด็กนั้นไปเลี้ยงเป็นพระราชโอรส เมืองเจริญวัยขึ้นจึงอุปภิเษกให้เป็นกษัตริย์ครองเมืองปะโค มีพระนามว่า พระยากิตติกร นารายณ์สี่มือ ส่วนพระยาปะโคเมื่อสละราชสมบัติแล้ว ก็ออกบวชเป็นพระฤาษีบำเพ็ญพรตอยู่ในป่า
พระยากิตติกรนั้นทรงมีเดชานุภาพมากมีธนูและหอยสังข์ทิพย์ของพระอินทร์เป็นอาวุธ มีอำนาจปราบยักษ์ เทวดา พระยานาค พระยาครุฑ เป็นจักรพรรดิ์มีเจ้าเมืองประเทศราชมาอ่อนน้อมถวายบรรณาการเป็นอันมาก
ฝ่ายนางสุชาดาต้องมลทินลงมาเกิดในโลกมนุษย์ พระฤาษีนำไปเลี้ยงไว้ให้ชื่อว่านางอุษา ส่วนเทพบุตรผู้รักษาปราสาทบนสวรรค์จุติมาเป็นพระโอรสพระยาพาน ให้ชื่อว่า พรรณา ส่วนนางเทพธิดาผู้รักษาประตูปราสาทลงมาเกิดเป็นหญิงงามชื่อนางวิสามัญญวิเศษ ส่วนองค์อินทร์ได้มาเกิดในป่ากรรณิการ์ใกล้บริเวณอาศรมของพระฤาษี พระฤาษีได้นำมาเลี้ยงไว้ ตั้งชื่อว่า บารส พระกิตติกรไปล่าเนื้อในป่าและพบบารสกุมารจึงทรงขอไปเลี้ยงเป็นหลาน เมื่อเจริญวัยขึ้นพระกิตติกรทรงขอพระราชบุตรของพระราชาเมืองอื่นที่ทรงพระสิริโฉมงดงามมาเป็นพระมเหสีซ้ายและขวาของท้าวบารส ครองสุขอยู่ในเมืองปะโค
ต่อมาพระยาพานเสด็จประพาสป่าได้พบนางอุษาที่อาศรมพระฤาษี ทรงเอ็นดูรักใคร่และขอไปเป็นพระราชธิดาอยู่ในเมืองพาน นางอุษาเติบโตขึ้นมีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของบรรดาพระราชโอรสของท้ายพระยาเมืองต่าง ๆ
กล่าวถึงท้าวบารสอยู่ในเมืองปะโค วันหนึ่งเสด็จเข้าป่าเพื่อล่าเนื้อ ตั้งค่ายพักอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ วันนั้นออกล่าเนื้อและหาปลาได้เป็นจำนวนมาก ท้าวบารสจึงรับสั่งให้แต่งเครื่องพลีกรรมบูชาเทวดาทั้งหลายที่พิทักษ์รักษาป่าแห่งนั้นเป็นประจำมิได้ขาด พฤกษเทวาจึงคิดตอบแทนความดีของท้าวบารสโดยใช้หัตถ์ทิพย์อุ้มท้าวบารสขณะที่บรรทมหลับไปไว้ในปราสาทของนางอุษา ทั้งสองเกิดความเสน่ห์รักใคร่และอยู่ร่วมภิรมย์กันเป็นเวลาถึงเจ็ดวัน ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่แปด เทพยดาก็อุ้มท้าวบารสกลับมาไว้ ณ ที่ประทับกลางป่า เมื่อท้าวบารสตื่นบรรทมไม่พบนางอุษาก็ตามหาและไม่ทรงทราบว่านางเป็นใคร เมื่อไม่พบก็โศกเศร้าอาลัยจนสลบไป ครั้นฟื้นคืนสติแล้วเสด็จกลับเมือง เฝ้าแต่คร่ำครวญถึงนางอุษาจนพระมเหสีทั้งสองสงสัย
ฝ่ายนางอุษาเมื่อตื่นบรรทมไม่เห็นท้าวบารสจึงเที่ยวตามหาไปทั่วปราสาท เมื่อไม่ก็ร้องไห้จนสลบไป นางสามัญวิเศษ ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงเข้าแก้ไขและไต่ถามถึงสาเหตุ นางอุษาเล่าเรื่องให้ฟังและให้นางสามัญญวิเศษสืบว่าบุรุษรูปงามที่เข้ามาร่วมภิรมย์กับนางถึงเจ็ดวันนั้นเป็นใคร นางสามัญญวิเศษวาดรูปเจ้าชายที่เคยเห็นให้นางอุษาดูในกระดานหิน จึงทราบว่าเป็นท้าวบารส นางยืนยันที่จะชอบกับท้าวบารสให้จงได้ มิเช่นนั้นก็จะผูกคอตาย นางเฝ้าแต่คร่ำครวญคิดถึงท้าวบารสจนไม่เสวยพระกระยาหาร พระวรกายซูบผอมเศร้าหมองลง
นางอุษาฝากข่าวไปกับพ่อค้าให้นำสารไปบอกท้าวบารส ท้าวบารสได้อ่านสารแล้ว ทรงม้าออกจากเมืองมุ่งหน้าไปหานางอุษาที่ปราสาท ทั้งสองได้พบกันและอยู่ร่วมภิรมย์กันนานถึงหนึ่งเดือน จนกระทั่งพระยาพานทราบความ รับสั่งให้อำมาตย์จับท้าวบารสไปตีตรวนกักขังไว้ พระฤาษีทราบความมาช่วยขอให้เว้นโทษแก่ท้าวบารส ด้วยเกรงว่าจะเกิดศึกสงครามใหญ่กับพระยากิตติกรพระเจ้าปู่ของท้าวบารส แต่พระยาพานยิ่งทรงพระพิโรธ ไม่ยอมฟังคำพระฤาษี พระฤาษีจึงไปแจ้งเหตุให้พระยากิตติกรทรงทราบ แต่ก็ได้ทรงสอนว่าขออย่าได้ผูกเวรต่อกันเลย นึกว่าเป็นกรรมเก่า แล้วพระฤาษีก็เดินทางไปสู่พระอาศรมตามเดิม
พระยากิตติกรเดินทางไปเมืองพานและแต่งสารไปขอท้าวบารสคืน พระยาพานไม่คืนจึงเกิดรบกันเป็นศึกใหญ่ พวกพลโยธาทั้งหลายล้มตายเป็นอันมาก รบกันนานก็ไม่เพลี่ยงพล้ำต่อกัน พระยาครุฑจึงบันดาลให้เกิดพายุฝนมืดมิดทั่วฟ้า แล้วเข้าไปพาตัวท้าวบารสออกมาจากเมืองพานได้สำเร็จ ท้าวพรรณาได้กราบทูลพระบิดาให้ยุติการศึกษาสงคราม แต่พระยาพานไม่ฟังซ้ำยังกลับทำร้ายและขับไล่ท้าวพรรณาออกจากเมือง ท้าวพรรณาหนีไปอยู่กับพระกิตติกร และบอกจุดอ่อนของพระยาพานที่จะสามารถให้ตายได้ พระกิตติกรและท้าวบารสจึงออกรบกับพระยาพาน ฆ่าพระยาพานตาย และให้ท้ายพรรณาครองเมืองสืบไป
ฝ่ายท้าวบารสกับนางอุษาไปยังเมืองปะโค อยู่ต่อมาก็มีข่าวลือเกี่ยวกับนางอุษาว่า เป็นถึงพระธิดาผู้มีพระสิริโฉมงดงามแต่ยอมมาเป็นนางสนมของท้าวบารส นางเสียพระทัยจึงทูลลา ท้าวบารสกลับไปยังเมืองพานและตรอมใจตายอยู่ในปราสาท ท้าวพรรณาและนางสามัญญวิเศษโศกเศร้าอาลัยยิ่งนัก และต่างก็สิ้นใจไปพร้อมกัน ส่วนท้าวบารสได้ออกติดตามมา เมื่อทรงทราบว่า นางอุษาเสียใจ แล้วจึงก่อเจดีย์บรรจุกระดูกนางไว้ และตรอมใจตายตามนางไปด้วย ทั้งพระอินทร์ และนางสุชาดา เทวดาผู้รักษาปราสาท และเทพธิดาผู้รักษาประตูปราสาทก็กลับไปจุดติบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังเดิม

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 22/03/2007 05:13 PM


ความคิดเห็นที่: 17

พี่ขอนิทานแบบประวัติสถานที่แหน่พี่
เอาแบบมีสถานที่ที่ปรากฏอยู่นำบ้านเฮานินา...
คือจั่งผาแดง..นาไอ่คำ นิหละพี่
...........

โดย : ศักดิ์ดาน้อย เมืองสกลฯ  Mail to ศักดิ์ดาน้อย  เมืองสกลฯ
(58.9.48.156)
เมื่อ : 22/03/2007 09:22 PM


ความคิดเห็นที่: 18

หนุ่มศักดิ์ดาเรื่องนางอุษา-ท้าวบารส นั้นเป็นนิทานพื้นบ้านของอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ที่พระพุทธบาทบัวบกที่มีหอนางอุษาปรากฏอยู่ที่รู้เรื่องนี้เพราะว่าพื้นเพเก่าของผมถิ่นกำเนิดของผมเป็นคนอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู แต่เก่าก่อนขึ้นตรงกับจังหวัดอุดรธานีกะเลยฮู้ประวัติความเป็นมา สั่นดอก

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 23/03/2007 11:07 AM


ความคิดเห็นที่: 19

พระธาตุพนม

ในสมัยครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรมานอยู่สำราญในพระเชตวันอารามยามใกล้รุ่งเจ้าอานนท์อุปัฏฐากด้วยน้ำและไม้สีฟันเมื่อพระพุทธเจ้าเมิ้ยนกิจชำระแล้วหลิง เห็นโบราณประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ที่เสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วทรงไว้ธาตุในดอยกปณคิรีอันมีในที่จิ่มใกล้เมืองศรีโคตบุรีพระองค์จึงทรงผ้ากัมพละผืนแดงงามมีวรรณเหมือนแสงสุริยะเมื่อแรกขึ้น อันเป็นผ้าที่พระนางโคตมีได้ถวายให้เป็นทานแล้วแลทรงบาตรบ่ายหน้าสู่ทิศตะวันออก เจ้าอานนท์ตามพุทธลีลามาทางอากาศ
เสด็จประทับหนองคันแทเสื้อน้ำ ( เวียงจันทน์ )
เสด็จลงที่ดอนก่อนเนานั้นก่อน แล้วจึงมาสถิตอยู่แคมหนองคันแทเสื้อน้ำพระองค์ทอดพระเนตรแลเห็นแลนคำตัวหนึ่งแลบลิ้น ที่โพนจิกเวียงงัวใต้ปากห้วยกู่คำพระองค์จึงทำสิตุการแย้มหัว ยามนั้นเจ้าอานนท์จึงไหว้ว่า พระองค์แย้มหัวด้วยเหตุสิ่งใดจา พระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ทำนายบ้านเมืองให้เจ้าอานนท์ฟังฮู้แจ้งอนาคตตังสญาณว่าบ้านเมืองอนจักเกิดมีภายหน้าตักเสื่อม และเจริญกับทั้งท้าวพระยาประชาราษฏรมีประการต่าง ๆ ตามนิมิตแห่งแลนคำแลบลิ้นนั้นแล (พระพุทธทำนายตอนนี้เป็นตำราภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ของวงศักษัตริย์ล้านช้างยืดยาว จงดูความพิสดารในอุรังคธาตุ ฉบับพิมพ์ พ.ศ.2483 และฉบับในใบลาน
มูลเหตุพระธาตุบังพนพระพุทธบาทโพนฉัน (อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย)
ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จจากหนองคันแทเสื้อน้ำ ไปประทับอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว พระยาปัพภารนาคนิรมิตเป็นตาผ้าขาวออกมารับเอาบาตรและอาราธนาพระพุทธองค์ไปสู่ภูเขาลวง ให้สถิตในร่มไม้ป่าแป้งต้นหนึ่ง ปัพภารนาคถวายภัตตาหารแก่พระองค์ ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว จึงประทานผ้ากัมพละผืนหนึ่งแก่พญานาคนั้นแล้ว เสด็จไปฉันเพลที่ใกล้เวินหลอด คนทั้งหลายจึงเรียกสภานที่นั้นว่า เวินเพล มาเท่ากาลบัดนี้ (กลายมาเป็นโพนแพง) ในครั้งนั้น ยังมีพญานาคชื่อว่า สุขหัตถีนาค เนรมิตเป็นช้างพลายถือดอกไม้เขามาขอเอารอยพระบาทไว้ ระพุทธงค์จึงย่ำรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหินใกล้ริมแม่น้ำชั่วเสียงช้างร้องได้ยิน ช้างตัวนั้นก็เข้าไปอุปัฏฐากด้วยยกงวงขึ้นใส่หัวแล้วก็หลีกหนีไป
มูลเหตุพระพุทธบาทเวินปลา (อำเภอเมืองนครพนม)
แต่นั้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปเมืองศรีโคตบอง ถึงที่อยู่ของพญาปลาตัวหนึ่งพญาปลาตัวนั้นเห็นพระรัศมีของพระพุทธเจ้าจึงพาบริวารล่องลอยตามไป พระพุทธองค์เห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ เจ้าอานนท์ทูลถามเหตุแห่งการณ์แย้มนั้นแล้วพระองค์จึงได้ตรัสว่า ตถาคตเห็นพญาปลาตัวหนึ่งพาบริวารตามมาถึงฝั่งน้ำทีนี้ปลาตัวนี้แต่ก่อนเป็นมนุษย์ ได้บวชในศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า ได้มาถึงแม่น้ำที่นี้ภิกษุนั้นได้เด็ดใบไม้กรองน้ำฉัน บ่ไดนแหนงถึงกรรมที่ได้ทำนั้น จึงได้มาเกิดเป็นปลาอยู่ในที่นี้เพื่อเสวยวิบากอันนั้น เมื่อมันได้เห็นรัศมีและได้ยินเสียงฆ้อง กลอง แส่ง จึงได้ออกมาจากที่อยู่เป็นอาจิณ ด้วยเหตุมันเคยได้เห็นรูปารมณ์ สัททารมณ์อันดีมาแต่กาลก่อน จึงได้รู้ สัพพสัญญานั้นๆ พญาปลาตัวนี้จักมีอายุยืน ตลอดถึงพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจึงจักได้จุติจากชาติอันเป็นปลามาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จักได้ออกบวชเป็นภิกษุในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล เมื่อพญาปลาตัวนั้นได้ยินพระพุทธพยากรณ์อันนี้ก็ชื่นชมยินดีมากนัก จึงคิดอยากจะได้รอยพระพุทธบาทไว้ที่โหง่นหินในน้ำที่นั้นคนทั้งหลายจึงเรียกสถานที่นั้นว่า พระบาทเวินปลา มาเท่ากาลบัดนี้แล
เสด็จดอยกปณคิรี (ภูกำพร้า ธาตุพนม)
ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จมาทางอากาศ ประทับที่ดอยกปณคิรี คือ ภูกำพร้าในราตรีนั้นวิสสุกรรมเทวบุตรลงมาอุปัฏฐากพระองค์อยู่ตลอดรุ่ง กาลนั้นพระองค์ทรงผ้าแล้วเอาบาตรห้อยไว้ที่หง่าหมากทัน ไม้ป่าแป้ง ต้นหนึ่ง เบื้องทิศตะวันตกแล้วเสด็จลงไปสู่ริมแม่น้ำที่นั้นเพื่อชำระพระบาท บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระยาอินทร์ก็กระด้างแก่นแข็ง พระยาอินทร์เห็นเหตุด้งนั้น ก็เสด็จลงไปสู่ป่าหิมพานต์ นำเอาน้ำแต่สระอโนดาตและไม้สีฟันมาถวาย พระพุทธองค์ทรงชำระพระบาทแล้วก็ทรงบาตร ผินพระพักไปสู่ทิศตะวันออก เสด็จไปประทับอิงต้นฮังต้นหนึ่ง อยู่ใต้ปากเซทรงทอดพระเนตรเมืองศรีโคตบองเพื่อจเข้าไปบิณฑบาตรในเมืองนั้น ครั้งนั้นพระยาเจ้าเมืองศรีโคตบองนั้นเป็นผู้ได้ทรงบำเพ็ญบุญสมภารกตาธิการมาแต่หนหลังเป็นอันมาก เหตุนั้นจึงได้เสวยราชสมบัติในบ้านเมืองในชมพูทวีปเป็นครั้งที่ 3 เพื่อจัดได้โชตนาพระพุทธศาสนา จึงได้เชื่อว่าพระยาศรีโคตบูร พระยาเห็นพระศาสดาเสด็จมาดังนั้น จึงทูลอาราธนาให้พระองค์ไปรับบิณฑบาตในพระราชฐาน เมือพระองค์ทรงรับข้าวบิณฑบาตรแล้ว ก็ส่งบาตรให้พระยาโคตบูร แล้วก็เสด็จมาประทับต้นรังดังเดิม ส่วนพระยาเมื่อรับเอาบาตรจากพระพุทธองค์แล้วก็ยกขึ้นเหนือพระเศียรทำความปรารถารแล้วจึงนำบาตรไปถวายพระองค์ที่ประทับอยุ่พระพุทธองค์ทรงรับเอาบาตรแล้วก็เสด็จกลับมาทางอากาศประทับที่ภูกำพร้าดังเก่า พระยาศรีโคตบูรเมื่อทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาทางอากาศดังนั้น ก็ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นประนมทอดพระเนตรพระศาสดาจนสุดชั่วพระเนตรจึงคำนึงในพระทัยว่าอยากจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ดังนี้แล้วจึงเสด็จกลับคืนสู่พระราชนิเวศน์
ทรงปรารภภูกำพร้าและเมืองศรีโคตบูร
ครั้งนั้น เมื่อพระศาสดาทรงทราบเหตุพระยาศรีโคตบูรดังนั้น จึงตรัสกับพระยาอินทร์ว่า ดูราอินทาธิราช ตถาคตมาสถิตที่นี้ราตรีหนึ่งด้วยเหตุอันใดจา พระยาอินทร์จึงทูสด็จมาที่ภูกำพร้าราตรีหนึ่งนั้น ก็เพราะทรงอาศัยอดีตเหตุพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ มีพระกกุสนธเป็นเค้า มีพระพุทธกัสสปเป็นปริโยสาน ซึ่งเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานไปแล้วนั้น พระอัรหันต์ทั้งหลายเทียรย่อมนำเอาประบรมธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นมาประดิษฐานไว้ในภูกำพร้าที่นี้เพื่อเป็นที่ไหว้สักการบูชาของท้างพระยาเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในภายภาคหน้าอันนี้เป็นพระเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสืบ ๆ กันมาบ่ขาด เฉพาะที่พระพุทธองค์ทรงฉันบิณฑบาตของพระยาศรีโคตบูรนั้น คนทั้งหลายเรียกเมืองศรีโคตบอง พระยาอินทร์จึงกราบทูลว่า ผู้ข้าทั้งหลาย อินทร์ พรหม เทวบุตร เทวดาเรียกเมืองศรีโตโม เพราะเหตุพระองค์ทรงพระนามว่า โคตม หากให้ศรีสวัสดีแก่พระยาศรีโคตบูร ผู้ข้าทั้งหลายเรียกดังนี้ เมื่อพระยาอินทร์ทูลชอบแก่พระพุทธวิสัยดังนั้น พระองค์ก็ทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่หั้นแล ในขณะนั้น เทวดามเหศักดิ์ทั้งหลาย ผู้สถิตอยู่ในราวป่าที่นั้น เมื่อได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงสาธุการขึ้นพร้อมกัน ภายบนถึงชั้นอกนิษฐพรหม ภายล่างถึงขอบจักรวาลเป็นที่สุด พระยาอินทร์กราบทูลดังนั้นแล้วก็เสด็จกลับคืนไปสู่ที่อยู่ของตน
ทรงพยากรณ์พระยาศรีโคตบูร
ในกาลนั้น พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ให้แจ้งแก่เจ้าอานนท์ว่า ดูราอานนท์พระยาศรีโคตบูรองค์นี้จักจุติไปเกิดในเมืองสาเกตนคร อันอยู่ทิศตะวันตกเมองศรีโคตบูรจักมีนามว่า สุริยกุมาร เมืองศรีโคตบูรนี้ จักย้ายไปตังที่ป่าไม้รวกมีมีนามว่า เมืองมรุกขนคร เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว สุริยกุมารจักได้เป็นใหญ่กว่าท้าวพระยาทั้งหลายและจักได้ก่อแฮกพระพุทธศาสนาไว้ในเมืองร้อยเอ็ดประตู เมืองสาเกตนครนั้นจักเสื่อมสูญไป ตั้งแรกแต่นั้นไปพระพุทธศาสนาจึงรุ่งเรือง เสมอกับเมื่อพระตถาคตยังมีชีวิตอยู่นั้นชะแล ครั้นสุริยกุมารจุติไปจัดได้มาเอดเป็นพนาสุมิตตธรรมวงศา มรุกขนครจักได้อภิเษกพ่อนา เป็นพระยาจันบุรีหนองคันแทเสื้อน้ำ และแฮกตั้งพระพุทธศาสนาในที่นั้น ดูราอานนท์ พระยาสุมิตตธรรมองค์นี้จักได้ฐปนาอุรังคธาตุของตถาคตไว้ในภูกำพร้าที่นี้ แล้วจักได้กลับไปโชตนาพระพุทธศาสนาอันแตกม้างในเมืองสาเกตร้อยเอ็ดประตูจนตลอดอายุของตนหั้นแล

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 23/03/2007 11:13 AM


ความคิดเห็นที่: 20

บ้านผือว่าติ....โอ่..เคยไปทางพุ้นอยู่เดะหากบ่ได้แวะโดน
คักขนาดญาพี่..เอาอีกแหน่ ๆ เอาหลาย ๆเล้ย
อยู่ปลายพุ้นเดะเดี๋ยวนิ...แม่นหยังอยู่ปลายว่าเถาะติ..
กะสุดยอดนั่นแหล่วอยู่ปลาย....เหอะ ๆ ๆ คัก ๆ มัก อีหลี

โดย : ศักดิ์ดาน้อย เมืองสกลฯ  Mail to ศักดิ์ดาน้อย  เมืองสกลฯ
(58.9.42.29)
เมื่อ : 24/03/2007 08:19 PM


ความคิดเห็นที่: 21

พระธาตุพนม ( ต่อ )
ทรงพยากรณ์เมืองมรุกขนคร

ส่วนเมืองมรุกขนครนั้น จักย้ายไปตั้งพระพุทธศาสนาใกล้ที่อยู่ของพญาปลาตัวนั้น (คือใกล้รอยพระบาทเวินปลา) แต่เมืองนั้นมออาจตั้งเป็นเอกราชอยู่ได้ดังแต่ก่อน จักเป็นเมืองน้อยขึ้นแก่เมืองใหญ่ ที่พระยาผู้มีบุญสมภารเสวยราชสมบัติ ครอบครองนั้นแล เหตุว่าตถาคตอธิฐานรอยบาตไว้ที่ก้อนหินให้แก่พญาปลาตัวนั้นเพื่อเป็นที่สักการบูาชา ครั้นพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ดังนี้แล้ว จึงผินพระพักตร์เมืองจุฬณีพรหมทัตและเมืองอินทปัฐนคร ขณะนั้นพระอานนท์มีสงสัยว่า พระองค์จักเสด็จเมืองทั้งสองนั้นหรือ ๆ ว่าบาเสด็จไปหนอ จึงกราลทูลว่า เมื่อพระองค์เสด็จจากภูกำพร้าที่นี้แล้วจะเสด็จไปที่ใดจา พระพุทธองค์จึงตรัสว่า จากที่นี้แล้ว เราตถาคตจักไปชุมรอยบาที่หนองหารหลวงนั้นก่อน แล้วในเมืองหนองหารหลวงนั้นมีพระยาองค์หนึ่งนามว่า พระยาสุวรรณภิงคาร เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนั้น

เสด็จถึงแม่น้ำพุง (เขต อ.เมืองสกลนคร)

ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปตามมรรคาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง อันอยู่ระหว่างทางยังมีนาคตัวหนึ่งชื่อว่า โธทนนาค เคยเป็นเชื้อวงศ์พระยาศรีสุทโธทนมาแต่ชาติเมื่อเป็นมนุษย์ เมื่อเวลาจะตายมีจิตโกรธกล้า จึงได้มาเกิดเป็นนาคเลาะเรียบหากินปลาตามริมแม่น้ำ พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุอันนี้ จึงตรัสว่า ดูราโธทนนาคเอยท่านอย่าได้ถือหาบอันหนักซ้ำเติมหาบอันเก่าให้หนักขึ้นเทอญ เมื่อพญานาคได้ยินดังนั้น จึงฮำเพิงในใจว่า บุคคลผู้ใดมาฮู้จักเชื้อชาติแห่งกูและตักเตือนกูสันนี้หนอ กูควรเข้าไปดูให้ฮู้ คำนึงดังนี้แล้ว จึงเข้าไปใกล้พระพุทธองค์พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูรานาคเอย ท่านมาหาเราเพื่อจะปลงหาบอันหนักหรือ เราจะปลดเสียยังทุกข์ให้ท่านได้ถึงสุข เมื่อพญานาคได้ยินดังนั้นแล้ว ก็มีจิตใจเบิกบานชื่นชมยินดียิ่งนัก จึ้งเข้าไปกราบแทบบาทมูลของพระศาสดา แล้วก็ได้ตังอยู่ในพระไตรสรณาคมน์ ครั้นจุติจากชาติอันเป็นนาคก็ได้ไปบังเกินในชั้นดาวดึงส์นามปรากฏว่า โธทนนาคเทวบุตร ตามวงศาแห่งตน แม่น้ำที่นาคอาศัยอยู่แต่ก่อนนั้นคนทั้งหายเรียกน้ำนำพุงมาเท่ากาลบัดนี้แล

เสด็จประทับหนองหารหลวงประทานรอยพระบาท

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากที่นั้นแล้ว ก็เสด็จไปสู่เมืองหนองหารหลวง พระยาสุวรรณภิงคาร เห็นพระศาสดามาดังนั้น จึงทูลอาราธนานิมนต์เข้ไปฉันที่หอปราสาท เมื่อพระพุทธองค์ทรงทำภัตกิจสำเร็จแล้ว ก็เทศนาสั่งสอนพระยาสุวรรณภิงคาร แล้วจึงเสด็จลงจากปราสาทไว้รอยพระบาทในที่นั้นต่อหน้าพระยาสุวรรณภิงคาร แล้วทรงทำปาฏิหาริย์ให้เป็นแก้วออกจากพระบาททั้ง 2 พระบาทละลูกโดยลำดับ ซ้ำทรงทำปาฏิหาริย์ให้ออกมาอีกลูกหนึ่ง เมื่อพระยาสุวรรณภิงคารทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็บังเกิดอัศจรรย์ใจยิ่งนักว่า เหตุใดหนอ แก้วจึงออกมาจากพระบาทพระศาสดาได้นี้จา ในขณะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูรามหาราช สถานที่นี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ แก้วจึงออกมาจากที่นี้ 3 ลูก คือ รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสนธ โกนาคมน และกัสสป พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นี้ได้เสด็จไปรับบิณฑบาตในเมืองศรีโคตบูร แล้วมาฉันที่ภูกำพร้าจึงเสด็จมาประดิษฐานรอยพระบาทไว้ด้วยเหตุอันใด พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูรามหาราช ที่เป็นบ้านเป็นเมืองตั้งพระพุทธศาสนาอยู่นั้น แม้ั้งหลาย และบ้านเมืองก็จักเสื่อมสูญ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียรย่อมไว้ยังรอยพระบาทไกลบ้านเมือง พระพุทธสาสนาก็จักตั้งอยู่ก้ำท้ายเมืองและหัวเมืองเมื่อพระพุทธเจ้า ได้ไว้จิตแก้ว กล่าวคือรอยพระบาทที่ท้ายเมืองทิศใต้นั้นพระพุทธศาสนาจักตั้งรุ่งเรืองในเมืองนั้นก่อน แล้วจึงย้ายห่างมาใต้ตามรอยพระบาท เมื่อไว้จิตแก้วก้ำหัวเมือง พระพุทธศาสนาก็จักตังในเมืองนั้นแล้วจึงย้ายห่างไปทางเหนือที่รอยพระบาทอันพระพุทธเจ้าได้ประดิษฐานไว้นี้ก็ไป่ตั้งเมืองคนทั้งหลายจึงจักตั้งอยู่เป็นปกติ

ส่วนเมืองหนองหารหลวงนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าได้มาสุมรอยพระบาทไว้สมัยพระยาองค์ใดเสวยราชสมบัติ พระยาองค์นั้นเสวยราชสมบัตินั้น พระยาองค์นั้นได้สร้างบุญสมภารมาแล้วตังแสนกัลป์ทุก ๆ พระองค์ ถึงเมืองหนองหารน้อยก็ดุจเดียวกัน และทั้งสองเมืองนี้เมื่อตั้งก็เกิดพร้อมกัน ด้วยเหตุที่เสด็จมาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ครั้นสิ้นชั่วพระยาทั้งสองเมืองนี้เทวดาและนาคทั้งหลายที่รักษาหนองหารหลวงและหนองหารน้อย ก็จักได้ให้น้ำไหลนองเข้ามาหากัน ท่วมรอยพระบาทและบ้านเมือง คนทั้งหลายจึงได้แยกย้ายกันไปตังในราชธานีใหญ่ ที่พระพุทธะศาสนาตั้งรุ่งเรืองอยู่นั้น

เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จเข้าสู่นิพพานไปแล้วพระอรหันต์ทั้งหลายจักได้นำเอาพระธาตุพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ริมแม่น้ำธนนที ราชธานีบ้านเมืองพระพุทธศาสนาจักรุ่งเรื่องไปตามริมแม่น้ำอันนั้นเมืองฝ่ายเหนือกลับไปตั้งอยู่ฝ่ายใต้ ฝ่ายใต้กลับไปตั้งอยู่ฝ่ายเหนือ เมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางนั้นประเสริฐมีอานุภาพยิ่งนัก ท้าวพระยาทั้งหลายที่มีบุญสมภารจักได้เสวยราชสมบัติ บ้านเมือง อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ครั้นสิ้นพระพุทธศาสนาแล้ว ราชธานีบ้านเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำฝ่ายเหนือ กลับไปฝ่ายเหนือก็เมืองราชธานีที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียวบิณฑบาต เป็นต้นว่า เมืองศรีโคตบองก็กลับมาตั้งอยู่ที่เก่าเมืองราชธานีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางนั้น ก็กลับมาตั้งอยู่ริมหนองหารดังเก่า เพื่อรอท่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ครั้งนั้น ท้าวพระยาทั้งหลายที่มีบุญสมภารก็บังเกิดขึ้นตามราชธานีนั้น ๆ อันนี้หากเป็นจารีตประเพณีสืบ ๆ มาแห่งแม่น้ำธนนที พระพุทธศาสนาก็จักตังอยู่แต่ทิศเบื้องเหนือและทิศเบื้องใต้และทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ไปตามริมแม่น้ำอยู่เป็นปกติ ดูรามหาราช ตถาคตเทศนาศาสนาแลนครนิทาน ดังกล่าวมาแล้ว เหตุนั้นจึงได้ว่าไป่มีคนอยู่ในหนองหาร ถึงแม้ว่ามีคนอยู่ในรมหนองหารทั้งสองนั้น ท้าวพระยาที่มีบุญสมภารเป็นเอกราชนั้นจักตั้งอาณานิคมในพระพุทธศาสนาอันใหญ่นั้นก็ไป่มีเท่ามีก็เป็นแต่ปัจจันตพระพุทธศาสนาตามกาลสมัยนั้นแลเมื่อพระยาสุวรรณภิงคารได้ทรงสดับรัตนปัญหาดังนั้นก็ทรงโสมนัสซาบซึ้งในพระขันธสันดานยิ่งนักและมีพระทัยปรารถนาจะตัดพระเศียรบูชารอยพระพุทธบาททันใดนั้นพระนางเทวีได้ทูลห้ามไว้าว่า เมื่อมหาราชยังมีพระชนม์อยู่จักได้สร้างพระราชกุศลเพิ่มเติมต่อไปไป่ควรที่พระองค์จะมาทำเช่นนี้เมื่อพระยาได้ทรงสดับถ้อยคำพระนางเทวีห้ามดังนั้นจึงถอดมงกุฏออกบูชาพระศาสดาซ้ำตรัสเทศนาโปรดเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้พระยามีศรัทธาอาจหาญในธรรม (ดูความพิสดารในคัมภีร์อุรังคธาตุ)

สร้างพระธาตุเชิงชุม

ทรงตรัสปรารภบริโภคเจดีย์

พระศาสดาตรัสเทศนาแกพระยาสุวรรณภิงคารว่า ที่ใดตถาคตได้ลงจากอวกาศและสถิตอยู่ได้เห็นเหตุอันใดอันนึ่ง แล้วทำนายนั้นเป็นกงจิตแก้วอันหนึ่งและที่ลมไม้อันตถาคตฉันข้าวนั้น ก็เป็นกงจิตแก้วอันหนึ่ง พงศ์ทั้งสองนี้เรียกว่า โชติกเจดีย์ พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองในที่นั้น ที่ตถาคตได้ไสยาสน์และบิณฑบาตมาฉันที่นั้นเป็นพงศ์แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เสอมด้วยดอยสิงคุตร (ธาตุย่างกุ้ง) ที่ตถาคตยืนทรงบาตรยืนอิงต้นไม้นั้นเป็นพงศ์อันหนึ่ง และเมื่อว่าตถาคตได้หมายกงจิตแก้วที่ใด ต่อไปภายหน้าโพ้นโชติกเจดีย์บังเกิดขึ้นในที่นั้น ดูรามหาราช เจดีย์ที่ก่อโลมบาทเชิงชุมยัดนี้ ปัจจุบันอัปปเจดีย์ ไป่รุ่งเรืองภายหน้า

เสด็จไปประทับดอยแท่น

ครั้นพระพุทธองค์ ทรงเทศนาแก่พระยาสุวรรณภิงคารดังนั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นดอยลูกหนึ่งข้างในเป็นดังคูหา คนทั้งหลายขึ้นไปดอยลูกนั้น มองเห็นหนองหารหลวงและหนองหารน้อยมองเห็นเมืองศรีโคตบูรและภูกำพร้า พระยาสุวรรณภิงคารให้สังวาลย์ทองคำหนัก 300,000 (สามแสน) เป็นทานแก่คนทั้งหลายที่มีกำลังก่อแท่นด้วยหินมุกเป็นปัจจุบันโดยพลัน และพระองค์ก็เสด็จขึ้นพรแท่นระลึกถึงพระมหากัสสปเถร ก็มาเฝ้า พระพุทธองค์ตรัสแก่ พระมหากัสสปเถรเป็นภาษาบาลีว่า อุรงฺคธาตุกสฺสป กปรคิริ อปฺปตฺตรา ดังนี้ แล้วจึงผินพระพักตร์เฉพาะซึ่งภูกำพร้า ตรัสว่า ดูรากัสสป ตถาคตนิพพานไปแล้วเธอจงนำอำอุรังคธาตุตถาคตไว้ที่ภูกำพร้า อย่าได้ละทิ้งคำตถาคตสั่งไว้นี้เสีย พระมหากัสสปเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ชื่นชมยินดียกอัญชุลีขึ้นว่า สาธุ สาธุ ดังนี้ และก็กลับไปสู่ที่ของตน

เสด็จประทับภูกูเวียน

ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็กลับคืนมาสถิตอยู่ภูกูเวียน ทรงเปล่งรัศมี ให้เข้าไปในเมืองนาคู่ปเวียน ขณะนี้สุวรรณนาคได้เห็นพระรัศมี จึงออกมาจากแม่น้ำขึ้นไปสู่ยอดเขาพ่นพิษออกมาเป็นควัน เขาลูกนั้นก็มืดมัวไปทั้งสิ้น พระพุทธองค์เห็นดังนั้นก็ทรงเข้าเตโชกสิณเป็นเปลวไฟ ไปเกี่ยวพันสุวรรณนาคกระเด็นไปในน้ำปู่เวียนเปลวไฟก็ผุดแต่พื้นน้ำขึ้นมาไหม้เมืองนาคตลอดไปถึงหนองบัวบาน ซึ่งเป็นที่อยู่ของพุทโธปาปนาค นาคทั้งหลายมาล้อมถูกูเวียนนั้นไว้

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 25/03/2007 12:29 AM


ความคิดเห็นที่: 22

พระธาตุพนม ( จบ )
ทรงทรมานพวกนาค

ในขณะนั้น พระศาสดาประทับทำสมณธรรมอยู่ ณ ที่นั้น นาคทั้งหลายจึงกระทำอิทธิฤทธิ์ เป็นเปลวไฟพุ่งขึ้นมาหาพระพุทธองค์ เปลวไฟนั้นก็กลับคืนมาไหม้นาคทั้งหลายเหล่านั้น แล้วกลับไปเกิดเป็นดอกบัวบูชาพระศาสดา นาคทั้งหลายเหล่านั้นจึงแวดล้อมพระพุทธองค์ไว้ เพื่อให้พุทโธปาปนาคทำอิทธิฤทธิ์พังทลายที่ประทับ พระพุทธองค์ทรงเข้าปฐวีกสิณ ที่ประทับก็บังเกิดแท่นแข็งงดงามยิ่งนัก นาคทั้งหลายกระทำอิทธิฤทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อทำลายพระแท่นและพระพุทธองค์ ก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายพระพุทธองค์ได้ มันซ้ำกระทำอิทธิฤทธิ์ให้เป็นเปลวไฟเข้าไปทำลายอีก พระศาสดาทรงเข้าวาโยกสิณ เป็นลมพัดกลับไปไหม้นาคทั้งหลายเหล่านั้นแล้วพระศาสดาก็เสด็จไปบนอวกาศ นาคทั้งหลายเห็นดังนั้นก็ทำอิทิฤทธ์โก่งหลังขึ้นไปเป็นหมู่นาคตามล้อมพระศาสดา พระองค์ทรงนิรมิตให้หัวนาคทั้งหลายเหล่านั้นขาดตกลงมา นาคทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็มีความเกรงกลัวอานุภาพของพระศาสดายิ่งนัก

ทรงสั่งสอนหมู่นาค

พระศาสดาทรงรู้แจ้งดังนั้นก็เสด็จกลับลมมาประทับ ณ ที่เก่า นาคทั้งหลายจึงพร้อมกันเข้าหาพระศาสดา พระองค์จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงบรรเทาเสียยังพยาธิต่อมผีอันเจ็บป่วดกล่าวคือหัวใจแห่งท่านทั้งหลาย ตถาคตจักรักษาให้หายยังพยาธินั้นนาคทั้งหลายได้ฟังพระพุทธพจน์ดังนั้นก็มีใจชื่นบาน พร้อมกันเข้ามากราบแทบพระบาทพระศาสดาก็ทรงตรัสเทศนาสั่งสอนหมู่นาคทั้งหลาย ให้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ มีเมตตากรุณาแก่มนุษย์ทั้งหลาย มีปริยายต่าง ๆ

เสด็จไปประทับดอยนันทกังฮี

ครั้นแล้วพระศาสดาก็เสด็จไปสู่ดอยนันทกังฮี ซึ่งเป็นที่อยู่ของนางนันทยักษ์แต่ก่อนมีนาคตัวหนึ่ง 7 หัว ศรีสัตตนาค เข้ามาทูลขอให้พระศาสดาทรงย่ำรอยพระบาทไว้ในดอยนันทกังฮี พระศาสดาก็เสด็จย่ำรอยพระบาทไว้ ณ ที่นั้น ทรงก้าวพระบาทข้ามตีนดอยก้ำขวาแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์กราบทูลถาม

ทรงทำนายเมืองศรีสัตตนาค

พระศาสดาทรงตรัสว่า เราเห็นนาค 7 หัวเป็นนิมิต ต่อไปภายหน้านี้จักบังเกิดเป็นเมืองนามว่า เมืองศรีสัตตนาค และที่พญานาคได้ให้ความสวัสดีแก่พระยาจันทบุรีนั้นจักรกร้างเสื่อมสูญ

ทรงเหยียบรอบพระบาทไว้ใกล้ดอยนันทกังฮี

พระพุทธองค์ ได้เสด็จลงไปไว้รอยพระบาทที่แผ่นหินอันจมอยู่กลางแม่น้ำเบื้องซ้ายดอยนันทกังฮี ซึ่งคนทั้งหลายไม่สามารถจะมองเห็นได้ แล้วจึงเสสด็จไปบนดอยนันทกังฮีอธิษฐานให้เป็นรอยเกิบบาททับหงอนนาคไว้ ซึ่งพญาศรีสัตตนาคได้สมมุติดอยนันทกังฮีให้เป็นหงอนแห่งตน เพื่อบ่ให้ท้าวพรยาในเมืองนั้นทำยุทธกรรมกัรจักแพ้พระพุทธศาสนาบ้านเมือง

เสด็จกลับพระเชตวัน

ครั้นแล้ว พระศาสดาก็เสด็จจากดอยนันทกังฮีไปสู่พระเชตวันอารามดังเก่า ครันอยู่ต่อมาในกาลวันหนึ่ง หมู่ง้วนก็มาถึงแก่พระองค์จึงตรัสถามพระอานนท์เป็นอุบายว่า ดูราอานนท์ วิหารหลังเก่าเราจะปฏิสังขรณ์อยู่ไปก่อนดีหรือ ๆ ว่าไม่ดี พระอานนท์ทูลว่าสร้างใหม่อยู่ดี แล้วพระองค์จึงตรัสว่า บัดนี้พระองค์จะเข้าสู่นิพพานอานนท์เห็นว่าเมืองใดใหญ่ พระอานนท์ก็กราบทูลว่าเมืองราชคฤห์เป็นเมืองใหญ่ แล้วพระองค์จึงตรัสว่า ตถาคตจักไปนิพพานมนเมืองกุสินารายเพื่อโปรดโสตถิยพราหมณ์ พราหมณ์คนนี้เมื่อครั้งก่อนได้เอาหญ้าคา 8 กำมือมาปูให้ตถาคตนั่งก็บังเกิดเป็นแท่นแก้วเป็นที่ตรัสรู้

ทรงปรารภเมืองกุสินารายในอดีต

ดูราอานนท์ ครั้นก่อนตถาคตได้เป็นพระยาสุทัศนจักรวรรดิราช เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนั้น (กุสินาราย) กงจักรแก้วมรีโชติก็บังเกิดขึ้นในเมืองนั้นเมืองกุสินารายเดี๋ยวนี้เป็นที่นิพพานแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายในระหว่างต้นไม้รัง

ทรงปรารภพระเจดีย์

ดูราอานนท์ เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว ใครผู้ใดมีความระลึกถึง่าเป็นพุทธบริโภค 2 ชั้น หรือว่าเอาแก่นไม้ป่าแป้งที่ตายแล้วมาสร้างเป็นรูปตถาคตก็ฉันเดียวกัน

เหตุว่าไม้ทั้งสองนี้ตถาคตได้บริโภคเป็นต้นไม้อันประเสริฐ พระศาสดาตรัสดังนี้แล้วก็เสด็จไปสู่เมืองกุสินารายทรงอาเจียนออกเป็นโลหิต พระอานนท์เห็นดังนั้นจึงไปหานำมาถวายพระพุทธองค์ นำในที่นั้น ๆ ขุ่นเป็นตมไปเสียทุกแห่ง ไป่ได้นำที่ใดมาถวาย ทันใดนั้นพระอานนท์จึงกราบทูลให้ทรงทราบเหตุการณ์วิปริตนั้น พระองค์จึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูราอานนท์ เธออย่าได้ไปแสวงหาน้ำนั้นเลย ถึงจะไปหาที่ใด ๆ ก็ดี น้ำที่ใสอยู่ก่อนจักขุนสิ้นไปทุกแห่งนั้นแล

ทรงปรารภบุรพกรรมของพระองค์

ดูราอานนท์เอย เมื่อชาติก่อนตถาคตได้เป็นพ่อค้าเกวียนเกินทางมา วัวเกวียนอยากกินน้ำ นำใสมีอยู่ในที่ไกล ความเกียจคร้านกับความรีบร้อนจะเดินทางไปข้างหน้ามีอยู่เฮาจึงนำวัวไปกินน้ำขุ่นในที่ใกล้ เวรอันนั้นยังเศษเหลือไปสิ้น จึงตามมาสนองแก่เฮาในบัดนี้ เมื่อพระอานนท์ได้ทรายดันนั้น ก็ไปตักเอานำมาถวาย นำก็ใสเป็นปกติดังเก่า เป็นที่นาอัศจรรย์ยิ่งนัก

ทรงปรารภพระธรรมวินัย

ครั้นแล้วพระศาสดาก็เสด็จลีลาไปจากที่นั่นไปสู่เมืองกุสินารายณ์ ประทับไสยาสน์บันทมระหว่างไม้รัง 2 ต้น แล้วตรัสกับเจ้าอานนท์ว่า ดูราอานนท์เอ่ย พระธรรมวินัย 84,000 พระธรรมขันธ์ ที่ตถาคตเทศนาไว้นั้น เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้วตถาคตไว้พระพุทธศาสนา 5000 พระวรรษา เพื่อเป็นที่ไหว้นบสักการบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย พระธรรมวินัยนั้นและจะเป็นครูอาจารย์สั่งสอนสู่ท่านทั้งหลาย เสมอด้วยตถาคตยังทรมานอยู่ บุคคลผู้มีศรัทธาปัญญาเป็นกุศล ได้ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยที่ตถาคตสั่งสอนไว้นั้น หรือสร้างสถูปเจดีย์วิหารและรูปตถาคตตั้งไว้และกราบไหว้บูชาบำเพ็ญศีลภาวนาไปบ่ขาด แม้ปรารภนาเอาโลกิยะและโลกุตระสมบัติก็เทียรย่อมจักได้สมความมักสมความปรารถนาทุกประการชะแล ประดุจดังว่า ไฟอันดับมอดแล้วผู้มีปัญญาเอาไม้มาสีกันเข้า เพื่อให้เกิดเป็นไฟ (ก็เกิดเป็นไฟขึ้นดังปรารถนานั้นแล)

อีกนัยหนึ่ง เป็นประดุจดังบุคคลเอาแก้วสุริยกันตะมารอบแสงตะวัน เพื่อให้เกิดเป็นไฟติดชนวนแล้วจุดต่อ ๆ กันไปเป็นไฟใหญ่ เพื่อให้สำเร็จในสรรพกิจการนั้น ๆ

อีกนัยหนึ่ง ประดุจดังอ้อยมีโคนอันขาดแล้ว บุคคลปรารถนาในรสอันหอมหวานเอามาชำไว้ในที่ชุ่มให้แตกเป็นหน่อกอลำขึ้น จนมีรสหวานมีใบอันคมฉันใด

แม้ตถาคตนิพพานไปแล้วก็ตาม พระพุทธศาสนาก็ยังจักตั้งอยู่เป็นปกติตลอด 5,000 พระวรรษา พระพุทธศาสนานี้เปรียบประดุจดังสระน้ำอันตั้งอยู่เหนือแผ่นดินถึงแม้ว่าน้ำจะเหือดแห้งไปก็ตาม เมื่อถึงฤดูกาลฝนตกลงมีน้ำขึ้นในสระนั้น พรรณอกไม้ทั้งหลายในสระนั้นเป้ฯต้นว่าดอกบัวหลวงแลบุณฑริก ก็จักบังเกิดขึ้นในสระนั้นฉันใด พระพุทธศาสนาก็ฉันนั้น เมื่อบุคคลมีความเพียรกระทำกัมมัฏฐาน ก็จักได้ถึงมรรคผลนั้น โดยลำดับ

ผิว่าไป่ได้ถึงในชาตินี้ เมื่อจุติไปได้บังเกิดเป็นเทวดา ได้สดับธรรมเทศนาจากธรรมกถึกเทวบุตร ก็จักได้ (มรรคผล) ในสำนักนั้นสูท่านทั้งหลายจงกระทำกัมมัฏฐานอย่าได้ขาดเทอญ

ทรงปรารภการบูชาแล้วนิพพาน

ดูราอานนท์เอย บุคคลบุชาตถาคตและศาสนาที่ตถาคตตั้งไว้ด้วยดอกไม้ธูปเทียนนั้นเชื่อว่า มิได้บูชา ส่วนบุคคลบูชา ได้ชื่อว่าบูชานั้น ตถาคตจะสั่งเธอไว้ภิกษุสามเณรหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ที่ปฏิบัติถูกต้องตามคำสั่งสอนของตถาคต ถึงแม้ว่าจะไม่มีเครื่องสักการะก็ตาม เป็นแต่เพียงมีจิตเลื่อมใน เชื่อในคุณพระรัตนตรัยไหว้นบแต่มือเปล่า ๆ ก็ได้ชื่อว่าบูชาอันประเสริฐยิ่งกว่าประเสริฐ เมื่อพระองค์ตรัสสั่งกับพระอานนท์ดังนี้แล้ว จึงทรงอธิษฐานว่าเมื่อใดกัสสปยังไปมารับเอาอุรังคธาตุ ตถาคตไปไว้ที่ดอยกปณคิรี ไฟธาตุอย่าได้ไหม้ตถาคต ทรงอธิษฐานแล้วก็เสด็จเข้าสู่นิพพาน

กษัตร ครั้งนั้น กษัตริย์มัลลราชทั้งหลาย ได้ทราบซึ่งเหตุว่า พระศาสดาเสด็จเข้าสู่นิพพานก็พร้อมกันมาสักการบูชาโสรจสรงพระบรมศพ (ด้วยน้ำสุคนธรสของหอม) และเชิญพรบรมศพเข้าพระหีบทอง ประดิษฐานไว้บนเชิงตะกอน แล้วทำการถวายพระเพลิงเป็นหลายครั้งหลายหน เพลิงก็ไม่สามารถทำลายพระบรมศพได้ ทันใดนั้นพระมหากัสสปเถระก็มาถึงและเข้าไปทำการสักการะ ขณะนั้นพระศาสดาทรงทำการปฏิหารให้พระบาทเบื้องขวายื่นออกมาจากพระหีบทอง เพื่อให้พระมหากัสสป (ได้) กระทำสักการะ

พระอุรังคธาตุทำปาฏิหารย์

ในขณะนั้นพระอุรังคธาตุที่หุ้มห่อดวยผ้ากัมพลก็ปาฏิหาริย์เสด็จออกจากพระหีบทองมาประดิษฐานอยู่เหนือฝ่ามือเบื้องขวาของพระมหากัสสปเถระอัครสาวกทันใดนั้นไฟธาตุก็บักเกิดลุกเป็นเปลวขึ้น ทำลายสรีระของพระศาสดา

พระธาตุที่เหลือจากไป

ส่วนพระบรมธาตุกระโบงหัวนั้น ฆฏิการพรหมนำเอาไปประดิษฐานไว้ในพรหมโลก พระธาตุแข้วหมากแง (พระเขี้ยวแก้ว) โทณพราหมณ์เอาซ่อนที่มวยผมพระอินทร์นำเอาไปประดิษฐานไว้ในชั้นดาวดึงส์พระธาตุกระดูกด้ามมีดนั้น (พระธาตุรากขวัญ) พญานาคนำเอาไปประดิษฐานไว้ที่เมืองนาค พระบรมธาตุที่ออกนามข้างบนนี้มิได้เป็นอันตรายด้วยเพลิงยังปกติอยู่ตามเดิม ส่วนพระบรมธาตุนอกนั้นย่อยยับไปเป็น 3 ขนาด ขนาดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วกวาง (ถั่วแตก) ขนาดที่ 2 เท่าเมล็ดข้าวสารหัก ขนาดที่ 3 ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด พระยาอชาติศัตรูนำเอา ไปประดิษฐานไว้ในถ้ำสัตตปัณคูหา (กษัตริย์นครอื่น ๆ ก็ได้รับแบ่งนำไปประดิษฐานไว้ ณ นครของตน ๆ ส่วนอุรังคธาตุนั้น พระมหากัสสปเถรเจ้า จักนำไปประดิษฐานไว้ ณ ดอยกปณคิรี ในแขวงเมืองศรีโคตบุรี ตามคำสั่งพรพุทธเจ้าได้สั่งไว้เมื่อก่อนนั้นแล

ข่าวการเสด็จปรินิพพาน

ครั้งนั้นท้าวพระยาทั้งหลาย มีพระยาจุฬณีพรหมทัต พระยาอินทปัฐนคร พระยานันทเสน พระยาสุวรรณภิงคาร และพระยาคำแดง รู้ข่าวว่าพระมหมกัสสปเถรเจ้าจักนำเอาพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้าดังนั้น พระยาจุฬณีพรหมทัต พระยาอินทปัฐนคร และพระยานันทเสนทั้ง 3 พระองค์ พร้องด้วยไพร่พลโยธาเสด็จมาประทับพักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำธนที ใต้ปากเซที่นั้น จึงตรัสสั่งไพรพลโยธาทั้งหลายองค์ละ 500 คน สกัดหินมุกมาสร้างอารามไว้คอยท่านพระมหากัสสปเถรเจ้า















โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 28/03/2007 10:38 PM


ความคิดเห็นที่: 23

ยามได๋น๋อสิมีคนมาโพสท์ซ่อย

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.252)
เมื่อ : 6/04/2007 03:09 AM


ความคิดเห็นที่: 24

คุณ พลพลฯ ขอเรื่องกาฬสา รรินทองแหน่น๊า เรืองราวเกิดอยู่อำเภอปากคาด หนองคาย สถานที่ต่างๆเช่น เมืองเปงจาน หนองหย่อง บ่อนกาฬสา หย่องหาปลาเข็งรินทอง หรือหนองมุม บ่อนกาฬสาลงอาบน้ำ ล้างขี้ตมกะอยู่อำเภอปากคาด ขาดแต่เรื่องราว ให้เจ้าเว้าให้ฟังแหน่.

โดย : ทิดโส โก๋วังหลวง  Mail to ทิดโส   โก๋วังหลวง
(203.113.17.156)
เมื่อ : 6/07/2007 02:18 PM


ความคิดเห็นที่: 25

บ่มีดอกพี่ ถ่าอ่านอย่างเดี๋ยวดี้ผู้ข้า
เป็นไดน้อญาพี่สำบายดีอยู่ตี้ ขออีกจั่งเรื่องแหน่เป็นหยังน้อ
คือจั่งมิดจี่หลี่แท้ ผู้ถ่าอ่านกะยังมีอยู่เด้อญาพี่เอ้ย

จอบถ่าคอยฟังเรื่อง.....นิทานประวัติเก่า
อ้ายพลพลค่อยเว้า......ทางน้องสิค่อยฟัง
เว้าเรื่องราวเก่าครั้ง......อดีตก่อนเลยมาโดน
เว้าให้คนได้ฟัง...........ดั่งอยู่ในคาวนั่น
อ้ายเอ้ย...ให้เจ้าปันควมฮู้.....กูนาผายน้องแหน่
อยากสิฟังแท้แท้......สิขอน้อมขอบพระคุณ....เจ้าเด้....

โดย : ศักดิ์ดา คนเดิม  Mail to ศักดิ์ดา คนเดิม
(58.9.50.118)
เมื่อ : 7/07/2007 10:02 PM


ความคิดเห็นที่: 26

?อินถวา? นางฟ้าแห่งวังสามหมอ
ตำนานพื้นบ้านแต่ละตำนานของภาคอีสาน ซึ่งบรรพบุรุษได้ผูกเรื่องแต่งขึ้นไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ คนรุ่นหลังได้ฟังจากการเล่าของผู้เฒ่าคนแก่ที่เป็น? ปราชญ์หมู่บ้าน? บ้าง อ่านจากหนังสือผูกที่เก็บไว้ในวัดบ้าง หรือชม? หมอลำเรื่อง? ที่แสดงกันอยู่บนเวทีกลางแจ้งบ้าง นอกจากจะทำให้เกิดความสนุกสนาน เกิดความสงสาร และเกิดความสะใจในเนื้อเรื่องบางตอนแล้ว ยังเป็นวรรณกรรมที่แฝงไว้ด้วยคุณธรรม และจริยธรรม สอนให้ผู้คนทั้งหลายประกอบแต่กรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว ทั้งสิ้น
ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้าเมืองเชียงสม เชียงสา มีธิดาอยู่องค์หนึ่งนามว่า ? นางอินถวา? ซึ่งนอกจากจะมีรูปร่างสิริโฉมงดงาม เปล่งปลั่งแล้ว จิตใจของนางยังเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณา แและในกาลครั้งนั้น นางยังอยู่ในวัยเด็ก ได้ลูกจระเข้ตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ในโอ่งน้ำ เช้า ? เย็นเธอก็จะนำเอาอาหารไปป้อนจระเข้ทุกวัน
เมื่อจระเข้เติบโตขึ้น นางอินถวา ก็นำเอาไปปล่อยลงในสระน้ำเลี้ยงไว้ข้างคุ้มเจ้าเมือง วันเวลาได้ล่วงเลยมาจนกระทั่งเธอมีอายุได้16 ปี หรือวัยเต็มสาว เธอก็มีสิริโฉมอันงดงาม เปล่งปลั่ง เป็นที่หมายปองของเจ้าชายผู้ครองหัวเมืองน้อยใหญ่ทั่วไป แต่ความผูกพันของนางกับจระเข้ก็ยังมีความแน่นแฟ้นต่อกันอยู่เสมอ เธอออกไปหาจระเข้เพื่อขี่หลังจระเข้เพื่อหยอกเอิน อาบน้ำ ชำระร่างกาย และเก็บดอกบัวขึ้นไปบูชาพระเป็นประจำทุกวัน
เจ้า ชาละวันใหญ่ มันก็มักจะพาเธอดำผุดดำว่ายในสระน้ำด้วยความเบิกบานสำราญใจ เพราะมันก็มีความรักภักดีต่อนางเป็นอย่างยิ่ง และมีความสำนึกอยู่เสมอว่า นางเป็นผู้มีพระคุณเลี้ยงดูให้ที่อยู่อาศัยตั้งแต่เล็กจนโต
ตกเย็นวันหนึ่ง นางอินถวา ได้ขี่หลังเจ้าจระเข้ยักษ์ลงอาบน้ำในสระด้วยความสำราญใจ ขณะที่เธอกำลังสระผมอยู่นั้น หวีได้หลุดจากมือตกลงไปในน้ำ นางก็ใช้มือคว้าตาม จึงเป็นเหตุให้นางพลัดตกจากหลังจระเข้ลงไปในน้ำด้วย จระเข้ใหญ่เห็นเช่นนั้นก็เกรงว่านางผู้มีพระคุณจะจมน้ำตาย เพราะคิดว่าเธอว่ายน้ำไม่เป็น จึงพุ่งตัวเข้าไปใช้ปากคาบเอานางไว้
อาจจะเป็นเวรกรรมมาแต่ชาติปางไหนไม่ทราบได้ ตามธรรมชาติของจระเข้แล้ว มีขากรรไกรข้างบน เพียงด้านเดียว เมื่อมันงับหรือคาบอะไรไว้แล้วต้องกลืนลงท้องทุกรายไปก่อนจึงจะอ้าปากได้อีก เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าชาละวันใหญ่จึงกลืนนางลงท้องไป และมันก็ไม่สามารถขย้อนหรือสำรอกเอานางออกมาได้ จนกระทั่งนางถึงแก่ความตายในท้องของมัน ด้วยความกลัวต่ออาญาแผ่นดินในคดีฆ่าและกินผู้มีพระคุณเป็นอาหาร เจ้าจระเข้ยักษ์จึงตัดสินใจหลบหนีจากสระในคุ้มเจ้าเมือง ไปอาศัยน้ำปาววังน้ำใหญ่เป็นที่อาศัย หลบซ่อนตัว
เมื่อเรื่องราวต่าง ๆ ทราบถึงเจ้าเมือง ผู้เป็นบิดาของนางอินถวา ว่า ลูกสาวได้หายไปพร้อมกับจระเข้จึงมั่นใจว่า ลูกสาวต้องถูกเจ้าจระเข้คาบไปกินแล้วอย่างแน่นอน จึงสั่งให้อำมาตย์ เสนา น้อยใหญ่ออกติดตามโดยแกะรอยเท้าจระเข้ จากสระน้ำข้างคุ้มเจ้าเมืองไปจนถึงป่าแล้วหายๆไปในวังน้ำใหญ่ เจ้าเมืองจึงสั่งล้อมวังน้ำใหญ่นี้เอาไว้ ประกาศหาคนดีมีวิชาหรือ ? หมอจระเข้ ? มาปราบให้ได้
ต่อมาไม่กี่วัน ก็ได้มี? หมอจระเข้? มาปราบเจ้าชาละวันตัวใหญ่ ซึ่งหมอปราบจระเข้ 2 คนแรกเป็นชายผู้ขมังเวทย์ แต่ในที่สุดวิชาอาคมสู้เจ้าจระเข้ไม่ได้ จึงทำให้หมอจระเข้ทั้ง 2 คน กลาย เป็นอาหารอันโอชะของมันไป และอีกไม่กี่วันต่อมา หมอจระเข้คนที่ 3 ซึ่งเป็นผู้หญิง ก็อาสาสมัครเข้ามาปราบเจ้าชาละวันตัวเก่ง และเธอก็ใช้วิชาอาคม พร้อมทั้งไหวพริบปฏิภานอันเยี่ยมยอดเข้าปราบจระเข้ตัวนี้จนสำเร็จ
เมื่อจัดการผ่าท้องจระเข้ออก ก็ได้พบศพ ? หมอจระเข้ ? 2 คน รวมทั้งศพนางอินถวา ซึ่งยังมีเป็นบางส่วนหลงเหลืออยู่ เจ้าเมืองผู้เป็นบิดา มีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ได้สั่งให้จัดการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้หมอจระเข้ 2 คน พร้อมประกาศชื่อวังน้ำใหญ่แห่งนั้นว่า ? วังสามหมอ ? มาตั้งแต่บัดนั้น และวังสามหมอแห่งนั้น ก็กลายมาเป็น อ . วังสามหมอ จ . อุดรธานี ในปัจจุบัน
ส่วนศพของลูกสาวนั้น เจ้าเมืองผู้เป็นบิดา ได้ให้นำไปฝังไว้ที่ข้างคุ้มเจ้าเมือง และต่อมาไม่นานนักสถานที่ฝังศพของลูกสาวเจ้าเมือง ก็มีต้นไม้ต้นหนึ่งมีดอกสีขาวสวยงามมากเกิดขึ้นมา เจ้าเมืองคงคิดถึงลูกสาวมากจึงตั้งชื่อต้นไม้ต้นนี้ว่า ? อินถวา ? มาตั้งแต่บัดนั้น
ต่อมาต้นอินถวาซึ่งมีดอกสีขาว ได้มีการปลูกกันแพร่หลายในภาคอีสาน และต่อมาได้แพร่พันธุ์ไปยังภาคกลางและภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย และต้นอินถวานี้ในตำราพืชเรียกว่า ? ต้นพุทธซ้อน ? เป็นไม้ดอกที่ปลูกง่ายและปลูกได้ทุกเขตของดินฟ้าอากาศ และต้นไม้ชนิดนี้ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า ต้น ? คาดิเนีย ? อีกด้วย

จากตำนานพื้นบ้านเมืองอุดร โดยนายวัฒนา รักษาช้าง

โดย : พลพล คนชัยภูมิ  Mail to พลพล คนชัยภูมิ
(199.63.1.253)
เมื่อ : 9/07/2007 01:54 AM


ความคิดเห็นที่: 27

อยู่กุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี บ้านเกิดข่อยกะมีหนองหาน มีตำนานคือกันกับสกลนคร มีห้วยสามพาด ที่ผาแดงขี่ม้าพานางไอหนี มีดอนแม่หม้ายที่กินกระรอกด่อน
อยู่อำเภอหนองหาน กะมีหนองหานคือกัน มีตำนานผาแดงคือกัน
......สรุปแล้วผาแดงนางไอ เกิดอยู่ไสแท้ๆ บอกพ่อตู้แน๊ ฮาเทือหลานๆถาม สิได้บอกมันถูก....ซั่นดอกหวา.....

โดย : ครูแอ้นอุดร  Mail to ครูแอ้นอุดร
(203.113.61.106)
เมื่อ : 13/08/2007 03:39 PM


ความคิดเห็นที่: 28

ตำนานคูรู นางอั้ว มันมีความเป็นมาอยางไรบ้างคะ อยากรู้มากเลยก็เลยเข้ามาตั้งกระทู้ถามนะ ถ้ารู้ตอบหน่อยนะคะ รออยู่เจ้าค้า

โดย : ลมหนาว  Mail to ลมหนาว
(125.26.183.222)
เมื่อ : 7/11/2007 12:46 PM


ความคิดเห็นที่: 29

ช่วยหนูหน่อยนะคะ หนูอยากได้ข้อมูลไปทำรายงานเรียนจบคะ คือว่าหนูอยากได้เรื่องราวเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านของจังหวัดหนองคายและจังหวัดมุกดาหารคะ ถ้าพี่คนไหนมีข้อมูลช่วยลงไว้ให้หน่อยนะคะ หรือจะเป็นพระคุณอย่างมากคะ ถ้าจะช่วยส่งไปให้ที่เมล์ของหนู chabakeaw_tourist@hotmail.comจักขอบคุณมากคะ ขอให้ผลบุญกุศลครั้งนี้ขอให้ทุกท่านเจริญยิ่งๆขึ้นไปนะคะ

โดย : ชบาแก้ว  Mail to ชบาแก้ว
(58.9.15.115)
เมื่อ : 13/11/2007 08:21 PM


ความคิดเห็นที่: 30

พระสุธน มโนราห์ สั้นแหล่ว (ถ้ำศรีธน) เรื่องหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนองคายบ้านข่อย..ซอกเบิ่งเอาเด้อหล่า..

โดย : น้องชายหล่า  Mail to น้องชายหล่า
(58.9.126.135)
เมื่อ : 14/11/2007 12:14 PM


ความคิดเห็นที่: 31

อยากสิบอกว่า...
ผมปริ๊นท์เอาไปเล่าให้ลูกสาวฟังก่อนนอน
จนตัวเองสิเล่าได้เองแล้วเด้อ 5555
ขอบคุณหลาย ๆ ครับ

เอาโลดเด้อ สาวชบาแก้ว
อ้ายพลพล คนชัยภูมิแม่น้ำชีไหลผ่าน เพิ่นรวบรวมไว้ให้แล้ว 555

ไปละ อิอิอิ

โดย : ทิดโส  Mail to ทิดโส
(203.113.0.199)
เมื่อ : 14/11/2007 12:28 PM


ความคิดเห็นที่: 32

อยากฟังเรื่อง ผีก่องก่อย ผีบังบด ผีเป้า ผีโป่ง
ขอบคุณครับ

โดย : จานสี  Mail to จานสี
(61.19.66.241)
เมื่อ : 18/11/2007 09:36 AM


ความคิดเห็นที่: 33

พี่ค่ะ เรื่อง เป็นภาษาไทยก็ได้นะคะ
เพราะว่า คนอื่นจะได้อ่านด้วยด้ไงค่ะ
เพราะว่าหยกอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่อ่ะค่ะ
อย่าโกรธกันนะค่ะ
ต้องคอยถามน้าๆๆตลอดเลยอ่ะค่ะ
ที่จริงก็อยู่ที่ขอนแก่นนี่แหละค่ะ
แต่ว่าเพิ่งย้ายมาอ่ะค่ะ
ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่อ่ะค่ะ
อย่าโกรธกันนะค่ะ
ขอโทษมักมากกกกกเลยค่ะ

โดย : ^_MooYok_^  Mail to ^_MooYok_^
(125.26.182.219)
เมื่อ : 17/08/2008 05:54 PM


ความคิดเห็นที่: 34

ข่อยอยากฟังเรื่อง ท้าวกำกาดำแหม ยาอ้าย

โดย : บ่าวก้อยเดิก  Mail to บ่าวก้อยเดิก
(203.113.18.52)
เมื่อ : 18/08/2008 12:42 PM


ความคิดเห็นที่: 35

โดย : KuRoSaKi_jija  Mail to KuRoSaKi_jija
(222.123.63.199)
เมื่อ : 9/10/2008 12:53 PM


ความคิดเห็นที่: 36

พญาคางคก(ตำนานบุญบั้งไฟอีสาน)
ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็นพญาคางคก
ได้อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี ด้วยเหตุใคไม่แจ้ง
ให้พญาแถนเทพเจ้าแห่งฝนโกรธเคืองมนุษย์มากจึงแกล้งไม่ให้ฝนตกนาน
ถึง 7 เดือน ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นแสนสาหัสแก่มวลมนุษย์
และสรรพสัตว์และพืชเป็นอันมาก ตลอดกระทั่งพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก
พวกที่แข็งแรงก็รอดตายและได้พากันรวมกลุ่มอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์กับพญาคางคก
สรรพสัตว์จึงได้หารือเพื่อหาวิธีปราบพญาแถน ในที่สุดก็ตกลงกันให้พญานาค
ียกทัพไปรบกับพญาแถน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับมาอีกเช่นเคย
จึงทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อแท้ หมดกำลังใจและสิ้นหวัง
ได้แค่รอวันตาย

ในที่สุดพญาคางคกจึงขออาสาไปรบกับพญาแถน
จึงวางแผนในการรบโดยปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นจนไปถึง
วางแผนในการรบโดยปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นจนไปถึง
เมืองพญาแถน เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดาสัตว์ได้เดินทางไปสู่
เมืองพญาแถนซึ่งมีมอด แมลงป่อง ตะขาบ สำหรับมอด
แมลงป่อง ตะขาบ สำหรับมอดได้รับหน้าที่ทำการเจาะด้ามอาวุธ

ส่วนตะขาบให้ซ่อนตัวอยู่ตามกองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหารและอยู่
ตามเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถนทำหน้าที่กัดต่อยหลังจาก
วางแผนเรียบร้อยแล้วกองทัพพญาคางคกก็เดินทางเพื่อปฏิบัติ
หน้าที่รบมอดหน้าที่กัดเจาะด้ามอาวุธ แมลงป่อง และ ตะขาบ
กัดต่อยไพร่พลของพญาแถนเจ็บปวดร้องระงมจนกองทัพ
ระส่ำระสายและในที่สุดพญาแถนจึงยอมแพ้ และ ได้ตกลงทำสัญญา
สงบศึกกับพญาคางคกดังนี้

1.ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใดให้พญาแถนสั่งให้ฝนตก ลงมายังโลกมนุษย์
2.ถ้าได้ยินเสียงกบเขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว
3.ถ้าได้ยินเสียงธนู หรือ เสียงโหวต ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้า สู่หน้าเก็บเกี่ยวข้าว
หลังจากได้สัญญากันแล้วพญาแถนจึงถูกปล่อยตัวและได้ปฎิบัติตามสัญญา มาจนทุกวันนี้

โดย : KuRoSaKi_jija  Mail to KuRoSaKi_jija
(222.123.63.199)
เมื่อ : 9/10/2008 01:06 PM


ความคิดเห็นที่: 37

สมาชิกใหม่เด้อครับ

มื่อหน่าสินำเสนอ พ่อตากับลูกเขยเด้อครับ มื่อนี่เดิกแล้ว

ฝันดีครับ

โดย : เกิบคีบ พเนจร  Mail to เกิบคีบ พเนจร
(125.26.155.82)
เมื่อ : 18/02/2010 01:18 AM



login name ::
  *
  password ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     

 Search Word:

This Website was created and designed by รัตติกาล - January 2003